รีวิว “จัดงานแต่งงาน” (แบบหมดเปลือก) – ใช้เวลาเตรียมงาน 2 เดือนเอง

กระทู้นี้ เดิมโอเคยเขียนไว้ในเว็บไซต์ Pantip เมื่อปี 2558 ซึ่งโอนำเนื้อหาในกระทู้ของตัวเองมาเผยแพร่ที่ WeddingReview.net อีกรอบ ให้คู่บ่าวสาวได้อ่านกัน เลื่อนดูได้ที่ด้านล่างนี้เลยนะคะ

สวัสดีค่ะ ปกติเราจะเล่น Account คนอื่น วันนี้ได้ฤกษ์มีแอคเค้าของตัวเองซะที อยากทำกระทู้รีวิวจัดงานแต่งงานมานานแล้ว ก่อนหน้านี้เคยลงรีวิวจัดงานแต่งงานไว้ครั้งหนึ่ง แต่ลบไปเพราะใช้ Account น้อง ^_^”เราหวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับว่าที่บ่าว-สาว ที่กำลังจะแต่งงาน ซึ่งหลายๆคนอาจจะกำลังหัวหมุน ปวดหัว ไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำอะไรยังไงดี ซึ่งเราก็เคยเป็นมาก่อน เลยขอมาแชร์ประสบการณ์ของเรา โดยขอบอกไว้ก่อนว่า เราก็ไม่ได้เป็นระดับปรมาจารย์รู้เยอะอะไรนะ เราแค่ต้องการแบ่งปันประสบการณ์ที่เราพบเจอด้วยตัวเอง เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้ว่าที่บ่าวสาวที่ต้องการข้อมูลการจัดงานแต่งงานค่ะ

*สารบัญ* จุ๊บๆ

ตอนนี้มี Fanpage แล้วนะคะ ฝาก Follow & Inbox เข้ามาสอบถามได้เลยค่ะ คู่มือจัดงานแต่งงาน by OPONG

– ประสบการณ์ไปงาน Wedding Fair
– สรุป ประสบการณ์ & ลำดับการจัดเตรียมงานแต่งงาน ตั้งแต่ต้นจนจบ
– PRE-WEDDING
– สิ่งที่บ่าว-สาวต้องเตรียมตัวในวันไปถ่าย PRE-WEDDING
– BACKDROP ถ่ายรูปคู่บ่าว-สาว & Gallery ตกแต่งงาน
– โรงแรม & ฤกษ์งานแต่ง
– ค่าใช้จ่ายโรงแรม และค่าอาหาร
– ช่างแต่งหน้าเจ้าสาว & เจ้าบ่าวด้วย (สำคัญม้ากกกก)
– การจดทะเบียนสมรส
– การคุยเรื่องสินสอด & คุยเรื่องแต่งงานกับพ่อแม่
– การดูแลตัวเองก่อนเป็นเจ้าสาว
– ชุดเจ้าสาว ชุดไทยและชุดวิวาห์
– แหวนแต่งงาน
– การ์ดแต่งงาน
– วิธีคำนวณจำนวนแขกที่จะมาในงาน, การแจกซอง, การพิมพ์การ์ดแต่งงาน
– การคำนวณอาหารสำหรับเลี้ยงแขกในงาน
– เพื่อนเจ้าสาว
– ประสบการณ์จัดงานเลี้ยงงานแต่งที่โรงแรม
– ประสบการณ์จัดงานหมั้น – พิธีไทยที่บ้าน
– สรุปค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม
– ช่างถ่ายรูป PRE-WEDDING & งานแต่ง
– THEME งานแต่ง & THEME พรีเวดดิ้ง
– พูดขอบคุณประธาน & ผู้ใหญ่ และแขกที่มาร่วมงาน
– Organizer
– ของชำร่วย
– ปัญหายิบย่อยในงานแต่ง
– เรื่องอื่นๆยิบย่อยสำหรับเจ้าบ่าว & เจ้าสาว และงานแต่งงาน
– ทรงผมเจ้าสาว & สไตล์การแต่งหน้าในวันงาน
– การเตรียมตัวอื่นๆ ก่อนแต่งงาน – มีลูก
– ปรับทัศนคติ
– ซองวันงาน .. ใครเป็นคนเก็บ
– นับแขกที่จะมาแต่งงานอย่างไร? ให้ได้จำนวนใกล้เคียงความจริงที่สุด
– ว่าด้วยเรื่อง “ทองหมั้น”
– ข้อคิด & ชีวิตหลังแต่งงาน
– ค่าใช้จ่ายงานแต่งงาน & Checklist งานแต่ง

UPDATE 30/8/58 – ตอนนี้มีเป็นแฟนเพจ กับ Website ส่วนตัวแล้วค่ะ คุณแฟนหนับหนุนให้เขียน (แต่ยังไม่เรียบร้อยดี เพิ่งทำเลยค่ะ) ^_^ Inbox มาถามในแฟนเพจได้เลยค่ามีแจ้งเตือนติดต่อง่าย Facebook คู่มือจัดงานแต่งงาน by OPONG / เว็บไซต์ https://weddingreview.net

คอร์สออนไลน์ Wedding Review คู่มือจัดงานแต่งงาน

UPDATE 29/7/61 – อัพเดทข่าวล่าสุดนะคะ SkillLane ได้เชิญชวนโอให้ร่วมกันทำคอร์สออนไลน์ Wedding Review คู่มือจัดงานแต่งงาน ซึ่งคอร์สเรียนนี้ จะเปรียบเสมือน Wedding Planner ส่วนตัว ช่วยแนะนำคุณในการจัดงานแต่งงาน คุณจะรู้ตั้งแต่ต้นจนจบงานว่าต้องทำอะไรบ้าง วางแผนอย่างไร พร้อมทั้งตัวอย่าง Wedding Checklistตัวอย่างการรันคิวงานแต่งงาน รวมไปถึงการเตรียมตัวตรวจร่างกายเพื่อมีบุตร และการเริ่มต้นชีวิตคู่อย่างมีความสุข

สนใจสมัครเรียนคลิก https://www.skilllane.com/courses/wedding-review
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 081-996-7150
หรือทักไลน์เจ้าหน้าที่ของสกิลเลนเลยค่ะ @SkillLane (ใส่ @ นำหน้าด้วยค่ะ)

#1 ประสบการณ์ไปงาน Wedding Fair (ครั้งแรก ครั้งเดียว & ครั้งสุดท้าย)

งาน Wedding Fair

จากประสบการณ์ของเรา…..

Wedding Fair เหมาะกับคนที่ 

– มีร้าน Wedding Studio / Wedding Planner – Organizer ในดวงใจอยู่แล้วค่ะ เพราะในงาน ร้านนั้นๆ อาจจะมีจัด PROMOTION หรือ PACKAGE พิเศษเฉพาะในงานเวดดิ้งแฟร์นั้นๆค่ะ

Wedding Fair ไม่เหมาะกับคนที่

– จะแต่งงาน แต่ไม่เคยหาข้อมูลการจัดงานแต่งมาก่อนเลย เพราะจะไปคุยกับเซลล์ไม่รู้เรื่อง แล้วถ้าคุณไม่ได้ศึกษางบมาก่อน ว่าปกติค่าใช้จ่ายสากลเรื่อง Pre-Wedding มันเท่าไร ค่าชุดเท่าไร ค่าช่างถ่ายรูปเท่าไร ค่าสถานที่เท่าไร …. แล้วจะไปพูดแบบ “อยากได้ทั้งหมดในราคาเท่าเนี้ยะ” (แต่ความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้) ถ้าไม่โดนเซลล์เหวี่ยง ก็อาจจะโดนเซลล์ดูถูก หรือ โน้มน้าวหลอกฟันราคาค่ะ กลับกัน ถ้าไปแบบรู้เรื่องแล้ว จะสามารถไปต่อรอง รู้ว่าตัวเองควรจะได้อะไรบ้าง แถมอะไรบ้าง ลดอะไรได้บ้างค่ะ

แต่ก็ต้องระวัง

– ต้องอ่านรีวิวร้านต่างๆให้ดีๆก่อนไป คิดดีๆ อย่าด่วนตัดสินใจ บางทีคนเนี่ย บริการก่อนได้เงินกับหลังได้เงินอาจจะไม่เหมือนกันค่ะ

บางเรื่องที่ต้องทำใจก่อนไป (อาจจะไม่ได้เจอทุกคนเสมอไป)

– ทำใจไว้ค่ะ คือบางทีไปแล้วปวดหัวมาก บางทีอาจเจอเซลล์พูดจาไม่ค่อยดี เคยไปเจอร้านที่แบบดูถูกลูกค้า กดดันเจ้าบ่าว เช่นถามว่า เจ้าสาวคุณมีค่าระดับไหน? จะเลือกแพ็กเกจไหนให้สมเกียรติเจ้าสาวของคุณ? … อันนี้เรากับแฟนเพลียมาก (แต่คงไม่เป็นงี้ทุกร้าน)

– อีกอย่างที่บอกว่า ถ้าไม่มีร้านในดวงใจจริงๆ บางทีไม่น่าไปเดิน เพราะไปแล้วลุกออกยากค่ะ พอจะลุกก็โดนเซลล์พูดจาดูถูกตามมา คือ เซลล์อยากขายไงคะ แต่ลูกค้ายังอยากตัดสินใจก่อนวางมัดจำ เจอเซลล์กดดันลูกค้าโดยการต่อว่าลูกค้าว่า … ลูกค้าไม่จริงใจ …  (แค่อยากตัดสินใจก่อนวางมัดจำอะนะ พูดมาว่าเราไม่จริงใจ … เพลียค่ะ) เหนื่อยใจค่ะ บางทีไปแล้วเสียอารมณ์ … เฮ่อ พอๆ .. พูดเรื่องดีๆกันดีกว่า

 

บทสรุปในวันนั้น

สรุป เซ็งกับเซลล์ แฟนเลยพาเดินดูบูทอื่นแทน แวะดู “หมอแมะ” จับมือ โดนทักว่ามีก้อนในท้องค่ะ เราไม่เชื่อ 555+

ปรากฏว่าหลังแต่งงานผ่านไป 2-3 เดือน ตรวจพบว่ามีถุงน้ำรังไข่แตกจริงๆค่ะ เป็นซิสต์

#2 สรุป ลำดับการจัดเตรียมงานแต่งงาน ตั้งแต่ต้นจนจบ

1. หาฤกษ์ วันแต่ง

2. ตัดสินใจว่าจะจัดลำดับงานเช้า + งานเย็น อย่างไร เช่น พิธีหมั้น พิธีแต่ง & งานเลี้ยง วันเดียวกันหรือไม่ที่ไหนอย่างไร

3. งานของเรา
– ของเราเลือกแล้วว่า พิธีหมั้น & พิธีแต่ง (งานเช้า) จัดวันหนึ่งที่บ้าน ส่วนงานเลี้ยงฉลองสมรส จัดเป็นงานเย็น แยกจัดกันอีกวัน โดยจัดที่โรงแรม เลือกจัดงานเย็นแบบ Cocktail เพราะไม่ต้องการความยุ่งยากเรื่องการจัดคนให้นั่งในโต๊ะจีน แต่เนื่องด้วยงาน Cocktail จะไม่เน้นให้มีเก้าอี้นั่ง เลยแก้ปัญหาด้วยการขอเพิ่มโต๊ะสำหรับ VIP และญาติผู้ใหญ่ ให้ได้มากที่สุด เท่าที่โรงแรมจะให้ได้ และเหมาะกับ Cocktail ที่สุด

4. ฤกษ์แต่งงาน
– หากได้ฤกษ์แล้ว รีบติดต่อโรงแรม และสถานที่จัดงานในฝันให้เร็วที่สุด ถ้าได้สถานที่ถูกใจแล้วก็วางมัดจำก่อนที่ห้องจะถูกจองตัดหน้า! เพราะทั่วประเทศไทย ส่วนใหญ่ก็ใช้ฤกษ์เดียวกันละค่าาาาา ที่สำคัญ เดือนตุลาคม – มีนาคม เป็นเดือนยอดฮิตในการจัดงานแต่งงาน ค่ะ บางคนจองสถานที่ล่วงหน้ากันเป็นปีเลย ของเรางานเลี้ยงฉลอง (งานเย็น) ไม่ใช้ฤกษ์เลย สะดวกวันไหนก็เอา แต่ดันโชคดีที่วันที่จิ้มๆไปนั้นก็เป็นวันฤกษ์ดีเหมือนกัน

5. จองสถานที่ & วางเงินมัดจำ
– ได้ที่แล้วรีบจอง & วางมัดจำ อย่างที่บอกไป…เดือนตุลาคม – มีนาคม คนแต่งงานเยอะมากกกกกก
รีบไปดูห้อง ถ้าโอเคก็วางเงินมัดจำ …ของเรา เราเลือกโรงแรมที่ใกล้บ้าน ราคาอยู่ในงบประมาณ ใกล้ที่ทำงานแฟน และใกล้แขกที่ทำงานแฟนส่วนใหญ่

6. งานแต่งนี้ เพื่อใคร?
– การจัดงานแต่งงาน ก็ต้องดูว่างานนี้จัดเพื่อใคร ถ้าจัดเพื่อขอบคุณแขกผู้ใหญ่ ก็ต้องเน้นความเป็นทางการและคำนึงถึงแขกที่มาเป็นหลัก แต่ถ้างานนี้จัดเพื่อบ่าว-สาว เพื่อญาติ เพื่อเพื่อนๆกันเองๆ เราก็คงไม่ต้องทางการอะไรมากจริงมั้ยคะ การตกแต่งก็อาจจะไม่ต้องมากเพราะมีแต่คนกันเอง หรืออาจจะตกแต่งตามงบประมาณและความต้องการส่วนตัว อันนี้ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลไป ประมาณนี้จ้า เรื่องงบประมาณจะพิมพ์เล่าทีหลังค่ะ ^^

7. จำนวนแขกขั้นต่ำในการเช่าใช้สถานที่
– บางโรงแรม/สโมสร ยกตัวอย่างเช่นที่เราจัดงาน Cocktail ของเรา โรงแรมจะมีจำนวนแขกขั้นต่ำในการเปิดห้องจัดเลี้ยงค่ะ เช่น ต้องมีจำนวนแขก 500+ คนขึ้นไป ถึงจะเปิดห้องจัดงานเลี้ยงนี้ (คือแขกเรามาไม่ถึงไม่เป็นไร แต่เราต้องจ่ายค่าหัวจำนวนแขกตามจำนวนขั้นต่ำนั้นก่อน ถ้าแขกมาเยอะก็คิดเพิ่มแล้วแต่สัญญาที่ตกลง)

8. Package ทั่วไปของโรงแรม (บางที่อาจต่างกัน)
– โรงแรมที่เราเลือก และ Package โรงแรมที่เราเลือก มีกัปตันห้องและอุปกรณ์หลายอย่างที่ใช้ในวันงานแต่งงานให้ค่ะ อาทิ เชิงเทียน, เค้ก, กัปตันคุมดูแลห้องแนะนำบ่าวสาวทำตามลำดับพิธี, แกลเลอรี่ถ่ายรูป แต่ไม่มี Backdrop ดอกไม้ให้ อันนี้จะส่งทำกับโรงแรมก็ได้ หรือเอาคนจัดดอกไม้มาเองได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม, มีสมุดอวยพร, กล่องใส่ซอง เป็นต้น ซึ่งจริงๆดูๆไปแล้วอาจจะไม่ต้องใช้ Organizer มาช่วยดูแลก็ได้ค่ะ แต่มีก็ดี เพราะโรงแรมไม่ได้เตรียม Script พิธีให้เราค่ะ เป็นต้น

9. THEME งานแต่ง
– คิด Theme งานแต่ง .. สีธีม & ธีมงาน .. Logo ในงาน (เราไม่ซีเรียสมากเรื่องโลโก้ ซีเรียสว่าช่างถ่ายรูปจะถ่ายหน้าเรากับแฟนออกมาให้ดูดีกว่าตัวจริงได้รึป่าวมากกว่า 5555+)

10. รูป Pre-Wedding & VDO PRESENTATION
– ถ่ายพรีเวดดิ้ง & ทำ Presentation (เราใช้เบื้องหลังถ่ายพรีเวดดิ้งเป็น VDO PRESENTATION)

11. คุยกับเซลล์โรงแรม
– คุยกับทางโรงแรม เรื่อง อาหาร, คอนเฟิมจำนวนแขก, แผนที่ในงาน (เช่นอะไรวางตรงไหน), เลือกดอกไม้ที่โรงแรมมีให้, ผ้าคลุมและอื่นๆที่โรงแรมมีให้ เป็นต้น

12. นิมนต์พระงานเช้า (ประเพณีบ้านเรา มีให้บ่าว-สาวตักบาตรร่วมกันก่อนแต่งด้วยค่ะ)

13. เตรียมทีมขันหมาก (ของเราเจ้าบ่าวจัดการ)

14. วงดนตรีไทยในงานที่บ้าน (ของเราเจ้าบ่าวจัดการ)

15. อาหารเช้า & เที่ยง & ของหวาน (งานที่บ้าน)

16. ของรับไหว้ ให้ผู้ใหญ่ (งานที่บ้าน)

17. สั่งทำการ์ด

18. พิมพ์ซอง พิมพ์รายชื่อแขก

19. แจก-ส่งซองให้แขก (ประมาณ 2 สัปดาห์ เดือนก่อนงานแต่ง)

20. สั่งทำของชำร่วย

21. หาแหวนแต่งงาน

22. หา+ดูชุดแต่งงาน ชุดไทย & ชุดวิวาห์ ลองชุด เลือกชุดให้ได้, เลือกรองเท้า, เครื่องประดับ

23. หาช่างแต่งหน้า ช่างทำผมงานเช้า & เย็น

24. จัดการเรื่อง Backdrop หาช่างทำดอกไม้ ดูสถานที่ จ่ายเงินมัดจำ

25. หานักร้อง, วงดนตรี, บับเบิ้ล & ดรายไอซ์ ทำควัน, ไฟตกแต่ง(เราไม่ใช้), เหล้า-ไวน์ และสิ่งอื่นๆที่ต้องมีในงาน เป็นต้น

26. ประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนแต่ง ฟิตติ้งชุด และ 1-3 วันก่อนงานแต่งไปลองก่อนรับชุด แก้ไขความเรียบร้อย และรับชุดกลับบ้าน

27. เต้นท์ – โต๊ะ – เก้าอี้ (งานที่บ้าน)

28. เครื่องเสียง (งานที่บ้าน)

29. รถห้องน้ำเคลื่อนที่ (งานที่บ้าน)

30. โต๊ะ – น้ำสังข์ & ฉากหลังที่รดน้ำสังข์ (ทางบ้านเจ้าบ่าวมาเตรียมให้)

31. ดอกไม้ตกแต่งบ้าน งานเช้า (ทางบ้านเจ้าบ่าวมาเตรียมให้)

32. เพลงที่จะเปิดในงานเลี้ยง – เพลงเปิดตัวบ่าวสาว

33. คำพูดขอบคุณประธาน & ผู้ใหญ่ และแขกที่มาร่วมงาน

34. เตรียมญาติๆสาวๆสวยๆ นั่งต้อนรับแขกที่จุดลงทะเบียน

35. หาคนเก็บซอง รับผิดชอบซองหลังปิดโต๊ะลงทะเบียน

36. อื่น ๆ

 

[shortcode-variables slug=”course”]

#3 PRE-WEDDING

สาวๆ ที่ใกล้จะแต่งงานแล้ว แนะนำให้ดูร้านถ่ายรูป Pre-Wedding กันไว้เล่นๆค่ะ พอจะแต่งจริง จะได้ง่าย ฮราๆ

แม้เรื่องอื่นๆเกี่ยวกับการแต่งงานเราจะไม่ค่อยรู้มากนัก แต่เรื่อง Pre-Wedding นี่เรามีร้านในดวงใจไว้แล้วค่ะ เนื่องด้วยก่อนแต่งงานเนี่ยะ เคยดูรูปพรีเวดดิ้งมาบ้าง และมีเพื่อนๆไปถ่ายกันมาบ้าง เห็นร้านใน Facebook บ้าง ก็เลยทำให้เราพอมีร้านในดวงใจค่ะ…

ATTENTION PLEASE โปรดทราบค่ะ

ก่อนจะเลือกช่างถ่าย Pre-Wedding อยากให้ศึกษาก่อนนะคะ ว่าราคามาตรฐานสากลของการถ่าย Pre-Wedding ราคาต่างๆควรจะได้อะไรบ้าง บางคนตั้งงบในดวงใจไว้ แต่งบมันขัดกับความเป็นจริงมากเลยค่ะ … (ใครๆก็ชอบของถูกและดี แต่มันมีในโลกรึเปล่านี่อีกเรื่อง)

#4 วิธีเลือกร้านถ่ายรูป Pre-Wedding (ฉบับเรา)

เราถ่ายกับ PICGYSTUDIO ค่ะ (โทร: 082-558-7778)

1. หาร้าน Pre-Wedding ที่ถูกใจ เราดูผลงานจากใน Fanpage ร้านต่างๆค่ะ

2. ดูผลงาน, ดูการแต่งสี ว่าถูกใจมั้ย แล้วพิจารณาว่า ช่างคนเนี้ยะ น่าจะทำให้คุณมีรูปในฝันได้รึป่าว

3. ดูผลงานเขาให้เยอะๆ เราเป็นคนธรรมดาไม่ใช่ดารา ไม่ใช่เน็ตไอดอล … ดูร้านที่ลงผลงานรูปถ่ายแบบหลากหลายมุม ไม่ใช่ลงเฉพาะรูปดีๆ 4-5 รูป (ของเรา ตอนถ่ายเราอวบมากกก ร้านที่เราเลือกสามารถหามุมให้เราดูขนาดลดลงได้ เราปลื้มมาก)

4. คุยกับช่างเรื่องราคา ไปเจอกันที่สตูดิโอ ถ้าโอเคก็ตกลงวางมัดจำ นัดวันถ่าย

5. ร้านที่เราถ่ายด้วย มีทั้งชุดวิวาห์ให้ใส่ถ่าย และให้นำชุดไปรเวท หรือชุดอะไรก็ได้มาเอง ถ่ายประมาณ 4-5 ชุด (จำไม่ได้ละ)

6. ตอนเจอช่างวันแรก ก็คุยกับช่างว่างานเราจะจัด Theme งานแต่ง อะไรยังไง บางทีช่างก็จะช่วยเลือกชุด ช่วยทำคอนเสป และคุยกับช่างแต่งหน้า ให้แต่งออกมาตามธีมคอนเสปต์ที่เราต้องการค่ะ

ก่อนถ่าย เพื่อนๆ-รุ่นพี่ คนรู้จัก ก็มีแซวกันทำนองว่า ‘ถ่าย Pre-Wedding เนี่ย เมียพี่ดูรูปแค่ 2 สัปดาห์แรกเท่านั้นแหละ ตอนนี้รูปเป็นไงแล้วยังไม่รู้เลย’ … ตอนนี้เหตุการณ์การแต่งงานของเราผ่านไปแล้ว … ขอบอกว่า ถ้าเป็น Album รูป ไม่ค่อยเปิดดูค่ะ มันหนัก … แต่ในมือถือนี่ดูบ้าง … และที่สำคัญ ถ้ารูปสวยก็อยากจะหยิบมาดูค่ะ ถ้ารูปไม่สวยก็ไม่ค่อยอยากเห็น ปรากฏว่ามันสวย!!! เข้าข้างตัวเอง ขำๆ ฮร่าๆ ก็เลยใส่เก็บไว้ดูในโทรศัพท์ และบรรรดาแม่ๆ ก็เอาไปแปะไว้เต็มฝาบ้านค่ะ คือ เดินลงจากชั้น 2 มาชั้น 1 ก็เห็นทุกวันค่ะ … แม่บอกว่าแม่ชอบบบบบ

ผู้หญิง VS ผู้ชาย

ตอนแรกเรากับแฟนก็เห็นไม่ตรงกันเรื่องถ่ายรูปเพราะผู้ชายไม่ชอบถ่ายรูป

แต่สุดท้าย เลือกช่างดี ช่างเก่ง มืออาชีพ อารมณ์ดี บริการดี และสุดท้ายได้รูปสวย เรากับแฟนเลย HAPPY เรื่องรูปพรีและรูปถ่ายในงาน เรากับแฟนประทับใจมาก เพราะได้ทีมงานดี มีคุณภาพ ความสุขเล็กๆค่ะ …. แฟนเราก็ POST ลง FACEBOOK ^^” คุณชายชอบบบ

#5 ช่างถ่ายรูปนั้นสำคัญไฉน

สำคัญสิคะ เพราะ….

– จ่ายเงินไปก็ไม่ใช่น้อยๆหรอกนะ ถ้าได้รูปดีดี ก็ชื่นใจ ญาติผู้ใหญ่หลายๆท่านก็ชอบดูรูปและเก็บรูปมากๆ อย่างเราเป็นหลานคนแรกที่แต่งงานค่ะ เราเชื่อว่า ถึงจะมีคนบอกว่า ก็แค่รูปถ่าย หรืออย่าไปเยอะเรื่องงานแต่ง … แต่สุดท้าย เราก็เอาแบบที่สบายใจ 55+ … เรื่องนี้ แล้วแต่บ่าว-สาวจะตัดสินใจค่ะ

– ช่างอารมณ์ดี บริการดี ก็ถ่ายไปแบบมีความสุข ไม่จิก ไม่วีน ไม่เร่ง พูดดี มีความสุข แฮ้ปปี้ทุกคน

– มีความรับผิดชอบ ต่อปัญหา หรือเรื่องอื่นๆที่อาจจะตามมา

– ส่งงานเร็ว (สำคัญนะ)

– จ่ายเงินแล้วก็จ่ายและเลือกให้ละเอียด อย่าทำอะไรครึ่งๆกลางๆ

– ช่างถ่ายรูปในงาน มีส่วนสำคัญมากกกกก สำหรับบรรยากาศในงาน ถ้าได้ช่างอารมณ์ดี เอนเตอร์เทนเก่ง อดทน บริการเต็มที่ เชื่อเถอะว่าในวันสำคัญของคุณจะมีความสุขยิ่งขึ้นไปอีก เพราะบ่าวสาว และ ญาติๆ งานหลักคือถ่ายรูปกับแขกและครอบครัวค่ะ!

สิ่งที่เราได้จากช่างของเรา น่ารักมากค่ะ

– บริการนอกเหนือจากหน้าที่ เช่นให้คำแนะนำเรื่องการจัดงาน, ช่วยเรื่องเตรียมบับเบิ้ล & ดรายไอซ์, ช่างแต่งหน้าก็ตัดชุดเป็น ช่วยทำดอกไม้ผูกข้อมือเพื่อนเจ้าสาวให้ ราคาไม่แพง ถ้าจำไม่ผิด ก็ประมาณ 100 บาท

– รูปสวยงามมาก บริการ ทีมงานน่ารัก

– และ อื่นๆอีกมากมาย

ที่พิมพ์ไปทั้งหมดเนี่ย คือ อยากบอกว่า บางคนคิดว่ารูปถ่ายไม่สำคัญ และกังวลกับราคามาก ต้องการประหยัด และต้องการงานดี บางทีมันก็ต้องเลือกนะคะ เพราะว่าของฟรีและดีด้วยอาจจะไม่ได้มีในโลก แล้วอย่างถ้าเราหวังรูปแบบมืออาชีพ แต่ต้องการราคาถูกมากๆ ต้องถามตัวเองด้วยว่ามันจะมีมั้ย … ก็หาราคาที่เหมาะสม และดูผลงานแล้วโอเค คุยกับช่างแล้วโอเค ฟีดแบ็กของร้านดีใช้ได้กันดีกว่านะ ได้ช่างถ่ายรูปดี ก็มีผลต่อในงานและเก็บไว้หลังงานจบด้วย (กิน-ใช้กันไปตามอรรถภาพเนาะ เอาตามที่สบายใจ ^^)

#6 สิ่งที่บ่าว-สาวต้องเตรียมตัวในวันไปถ่าย PRE-WEDDING

1. ชุด-เสื้อผ้าที่จะใช้ถ่ายรูป

2. ใส่เสื้อเชิ้ตที่มีกระดุมข้างหน้า (ใส่ตอนแต่งหน้า)

3. รองเท้าที่เหมาะกับชุดและใส่สบาย

4. ถุงเท้า ถุงน่อง (ถ้าต้องใช้)

5. เครื่องประทับที่เตรียมเอง นอกเหนือจากร้านเตรียมให้

6. แว่นตา ไว้ใส่เป็นพร้อบ

7. ชุดชั้นในซิลิโคน หรือ บราปีกผีเสื้อ สำหรับเจ้าสาวคร่าาาา

8. กางเกงสเต เอาไปเผื่อๆใช้ เผื่อใส่ชุดที่ต้องการกระชับสัดส่วน

9. เตรียมนอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม ตอนเราไปถ่ายต่างจังหวัด ก็นั่งรถตู้ไปกับทีมงานค่ะ

10. ก่อนถ่ายรูป 1 วัน อย่าออกจากบ้านเลย พักผ่อนให้เต็มอิ่มเหอะ ถ้ามีของต้องซื้อ โปรดเตรียมตัวล่วงหน้านานๆ เพื่อสุขภาพของท่านเอง

11. อะไรอีกน้า ถ้าคิดออกจะมาพิมพ์อีก

#7 Backdrop & Gallery ตกแต่งงาน

ตอนนี้มีเป็น Fanpage แล้วนะคะ ฝาก Follow & Inbox เข้ามาสอบถามได้เลยค่ะ

คู่มือจัดงานแต่งงาน by OPONG

——————————————–

ข้อมูลที่บ่าว-สาวต้องเตรียม ก่อนคุยกับร้านจัดดอกไม้

ตามความเข้าใจของเรา

Backdrop คือ ฉากที่ไว้ยืนถ่ายรูปคู่บ่าว-สาว

Gallery คือ มุมที่ตกแต่งขึ้นมาสำหรับให้แขกถ่ายรูปในงาน อาจจะเป็นฉากหลัง เป็นภาพปริ้นท์ Ink Jet ใหญ่ๆ หรือ เป็นมุมถ่ายรูปคล้ายห้องจำลองสตูดิโอ

1. ตั้งงบประมาณ .. คือเวลาคุยจริงๆเนี่ย ทางร้านดอกไม้จะไม่มีบอกหรอกนะคะ ว่าสไตล์ไหนราคาเท่าไหน หรือไม่มีแจกโบชัวร์-แคตาล็อกมาให้เราดูค่ะ ว่าจัดแบบนี้ๆราคาเท่านี้นะ ด้วยปกติแต่ละคนก็มีความชื่นชอบไม่เหมือนกัน และมีงบประมาณไม่เท่ากัน ดังนั้น เราจะไม่ได้แคตาล็อกพร้อมราคามาเลือกหรอกค่ะ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น การตกแต่งงานแต่งงานของทุกคนคงออกมาเหมือนกันหมดเหมือนเวลาซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อเดียวกัน สีเดียวกัน รุ่นเดียวกันใส่ซ้ำกัน …

1.1 เราต้องหาข้อมูล “ราคา & ผลงาน” เอาเอง ตัวอย่างเช่นไปดู ‘ผลงาน’ ของร้านนั้นๆ ใน Fanpage / Website แล้วอาจจะสอบถามราคาทางร้านก็ได้ว่าประมาณนี้ราคาประมาณเท่าไร แล้วเราก็ย้อนกลับมาดูตัวเราเอง ว่าภายในงบประมาณของเรานั้น น่าจะทำได้แค่ไหน แล้วเราจึงค่อยคุยกับร้านจัดดอกไม้ บอกสไตล์ที่ชอบ สอบถามสิ่งที่ทางร้านจะจัดให้ ปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง เปลี่ยนวัสดุตรงไหนบ้าง แล้วต่อรองราคากันเอง

2. คิดและวาด Idea Backdrop ในฝัน & โทนสีที่ต้องการจะจัด ไว้ในใจ ก่อนคุยกับร้านจัดดอกไม้

3. ข้อควรคำนึงอื่นๆ ที่เราควรจะบอกร้าน ไปคุยกับที่ร้าน นัดคุยกัน หรือนัดดูสถานที่จริง คุยกับผู้จัดว่าเราต้องการประมาณไหน เช่น ให้ดูเหมือนเป็นเทพนิยาย ชอบหวานๆ ชอบสีม่วง ชอบดอกไม้เยอะๆ เป็นต้น

(ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงมีการคิด THEME งานแต่งค่ะ..ว่าบรรยากาศงานสีอะไร เพื่อนเจ้าสาวชุดสีอะไร คนที่มางานใส่ชุดโทนสีอะไรกันบ้าง)

4. เตรียมไฟล์ LOGO ชื่อบ่าวสาว สำหรับติดที่ Backdrop (Organizer เราเตรียม LOGO ให้ กับหาช่างจัดดอกไม้ให้ค่ะ.. ส่วนดอกไม้สไตล์ไหน จัดแบบไหน เราก็คุยกับคนจัดดอกไม้เอง ต่อรองราคาเอง)

5. ต่อรองราคา / โอนเงินมัดจำ / นัดวัน-เวลาที่จะเข้ามาจัด จะได้บอกเซลล์ ร.ร. ด้วยว่าจะมีช่างมาจัดดอกไม้ มาตอนไหน มาได้ตั้งแต่กี่โมง เป็นต้น

6. ขนาด BACKDROP – ต้องคุยกับโรงแรมก่อนค่ะ ว่าเพดานห้องโรงแรมสูงเท่าไร คือโรงแรมในตัวเมืองกรุงเทพหลายแห่งเลยเพดานจะไม่ได้โปร่งค่ะ ส่วนโรงแรมที่เราจัดคือเพดานสูงมากอะ – -”

การพิจารณาขนาด Backdrop ทางเราและที่บ้าน คิดกันว่า อยากได้ใหญ่ๆ กว้างๆหน่อย ไม่อยากให้ถ่ายรูปแล้วตก FRAME ค่ะ เพราะสมาชิกเยอะ

**หมายเหตุ**

Backdrop ถ่ายรูปที่เป็นดอกไม้เยอะๆเนี่ย บางทีใช้เวลาในการจัดโครง .. ร้านจัดดอกไม้ร้านนึง ทำได้ประมาณ 2 คิว/วัน แล้วบางร้านคิวก็แน่นมาก คือมีคนใช้บริการตลอด … แปลว่าเขาต้องแบ่งคน 2 ส่วน ส่วนหนึ่งไปจัดงานหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไปจัดอีกงานหนึ่ง … อันนี้ บางที ทางร้านอาจใช้เวลาล่วงหน้า 1 คืนมาจัดให้งานเรา … บางโรงแรมก็คิดค่าเข้าใช้งานล่วงหน้าก่อนวันงาน บางโรงแรมก็ไม่คิดค่ะ

————————————————

ลงมาเดินเล่นสำรวจบริเวณงานก่อนจะขึ้นไปแต่งตัว

รูปนี้ เป็นฉากปริ้นท์ INK JET ขนาดจำไม่ได้ค่ะ อยู่ใน PACKAGE ที่ได้จากโรงแรม จะปริ้นท์เป็นรูปอะไรก็ได้ เรากับแฟนเลยเลือกเอารูป PRE-WEDDING มาปริ้นท์แล้วกัน … นี่ก็ได้มาเป็น GALLERY ให้แขกถ่ายรูปในงานเพิ่มขึ้นอีก 1 อันค่ะ (ในรูปทีมงานโรงแรมยังจัดไม่เสร็จ)

ตอนเสร็จงาน ทางโรงแรมก็พับกลับให้เก็บรูปที่พิมพ์กลับบ้านได้ค่ะ พิมพ์ออกมาส

#8 แบ็กดร็อปแต่งงาน

BACKDROP ทีมร้านดอกไม้ยังจัดไม่เสร็จเหมือนกันค่ะ แอบมาถ่ายรูปก่อน แบบว่าตื่นเต้น อยากเห็น 55+

นอกจาก Backdrop ดอกไม้แล้ว ในงบประมาณที่ตกลงกัน ทางร้านยังมีกรอบรูป ตู้วางกรอบรูป กรอบทำประตูทางเข้า (รูปบนสุดใน คห. นี้) และผ้าปูทางเดินสีขาว & พวงมาลัยบ่าว-สาวให้อีก 1 คู่ค่ะ (โรงแรมก็ให้ค่ะพวงมาลัย แต่ของเราต้องใช้ 4 พวง เพราะมีประธานอาวุธโส 2 ท่านค่ะ)

กับร้านจัดดอกไม้ เราสามารถคุยได้ค่ะว่าต้องการใช้วัสดุอะไร เช่น ดอกไม้สด, ดอกไม้ปลอม, ดอกไม้กระดาษ ราคาก็จะแตกต่างกันค่ะ

 

#9 โรงแรม & ฤกษ์งานแต่ง

อย่างที่บอกไว้บนๆ ว่า เดือนตุลาคม – มีนาคม เป็นเดือนที่คนแต่งงานเยอะมากกกกกกก
ตอนแรก เรากับแฟนเคยไปดูสถานที่กัน (เล่นๆนะ) ไปดูก่อนกำหนดที่คาดว่าจะแต่งประมาณ 9 เดือน … ปรากฏว่า … สถานที่ที่อยากได้มีคนวางมัดจำไปแล้วค่ะ เต็มเกือบหมด

จากที่เราเจอมานะคะ .. สมมติไปดูสถานที่เดือน มกราคม 2558 ต้องการแต่งงาน เดือนตุลา,พฤศจิกา หรือ ธันวา ปี 2558 … ห้องของโรงแรมดังๆ หรือ สโมสรดังๆส่วนใหญ่มีคนวางเงินมัดจำกันไปหมดแล้วค่ะ จองล่วงหน้ากันเป็นปีอะ … ดังนั้น ใครจะแต่งปีหน้า 2559 … โปรดรีบดูที่ & รีบจองค่ะ

สำหรับเดือนที่งานแต่งงานมีน้อย ก็จะเป็นเดือน เมษายน ค่ะ เราเคยถามผู้ใหญ่ว่าทำไมไม่ค่อยแต่งเดือนเมษายน คือได้คำตอบมาว่า มันเป็นเดือนร้อนไม่ค่อยดี ซึ่งถ้ามาพิจารณาจริงๆ มันร้อนจริงๆแหละ ก็เพราะมันเป็นหน้าร้อน!!! นึกถึงเจ้าบ่าวแห่ขันหมากมาขอสิคะ … เหงื่อแตก เช็ดทีรองพื้นหาย หรือเวลาถ่ายรูป ก็จะได้รูปแบบแห่ขันหมากเหงื่อตก T_T สงสารคนแห่มากมาย

——————————————————-

แพ็กเกจสถานที่จัดงานแต่ง ล่าสุด >> แพกเกจสถานที่จัดงานแต่งงาน และสามารถ Search เอาจากใน Google

ฤกษ์แต่งงาน

– เรากับแฟนเลือกเอาวันที่สะดวก & โรงแรมว่างค่ะ

โรงแรม

ก่อนเลือกโรงแรม และดูจำนวนแขก อย่างที่บอกไว้ใน คห. บนๆค่ะ เราต้องดูด้วยว่างานนี้เป็นงานใคร เป็นงานกันเองๆเฉพาะญาติกับเพื่อนฝูง หรือ เป็นงานขอบคุณผู้ใหญ่ เป็นงานที่มีแขกคุณพ่อคุณแม่มาด้วย

งานกันเอง
– เหมาะสำหรับงานที่มีเฉพาะญาติสนิท และเพื่อนฝูง

งานแบบค่อนข้างทางการ
– เหมาะสำหรับงานที่มีแขกผู้ใหญ่ของคุณพ่อคุณแม่และญาติๆ รวมไปถึงผู้ใหญ่ที่ทำงานของคุณพ่อคุณแม่ & สามี และตัวเราค่ะ

——————————————————-

ค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร & โรงแรม

บางคน มีงบประมาณในดวงใจ ดีมากๆเลยค่ะเป็นการวางแผนที่ดีมากๆ แต่เวลาปฏิบัติจริง… ต้องเผื่อไว้ด้วยค่ะ เราจะต้องดูว่ามันเป็นงานกันเอง หรืองานผู้ใหญ่ แล้วค่าอาหารในโรงแรม-สโมสร จะมีให้เลือกเป็น PACKAGE ค่ะ อาหารจะให้เลือกว่าจะรับเป็น COCKTAIL / BUFFET / โต๊ะจีน (แล้วถ้าจะมีซุ้มอาหารเข้ามาเพิ่ม ก็จะต้องเสียค่านำเข้าเพิ่มค่ะ ค่านำเข้า 2-3 หมื่น อะไรก็ว่าไปต้องจ่ายให้โรงแรมไปฟรีๆค่ะ แต่ละที่คงคิดเรทไม่เท่ากันนะ ลองคุยกับเซลล์โรงแรมดูค่ะ) นอกจากนี้ จะมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยในการตกแต่งงานค่ะ

สมมติว่า คำนวณแล้ว จำนวนแขกทั้งหมดประมาณ 100 คน

ถ้าจัดโต๊ะจีน โต๊ะนึงนั่งได้ประมาณ 10 คน ราคาโต๊ะละ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายก็จะประมาณ 100,000 บาท หรือ ….
จัด Cocktail ราคา 1000บาท/ท่าน แขก 100 คน ก็ 100,000 บาท
ถ้าแขก 500 คน ก็ 500,000 บาท

แต่……. ความเป็นจริงมันไม่ได้มีแค่นั้นอะค่ะ

อันนี้ต้องดูโรงแรมด้วยค่ะ ราคา PACKAGE แต่ละโรงแรมไม่เท่ากันค่ะ อาหารก็จะมีให้เลือกหลายเมนู แนะนำให้เข้าไปคุยกับเซลล์โรงแรมค่ะ

– บางโรงแรม/สโมสร ก็จะมีการจำกัดจำนวน เช่น ต้องมีแขกมากกว่า 300 คนขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะเปิดให้ใช้งานห้องดังกล่าว
– ค่าใช้จ่ายนี้ ยังไม่รวมวงดนตรี, ตกแต่งเพิ่มเติม, Smoke & Bubble, ค่าไฟที่ใช้เกินเวลา, ค่าอะไรต่างๆ นาๆ จิปาถะยิบย่อย
– ถ้านำอาหารข้างนอกเข้ามาโรงแรมอาจ CHARGE ค่าใช้จ่ายเพิ่ม

วิธีของเรา

1. หาฤกษ์ กำหนดวันแต่งในดวงใจให้ได้ก่อน เลือกไว้ 4-5 วัน
2. ดูห้องโรงแรม จากในอินเทอร์เน็ตค่ะ หารีวิวดู ว่าห้องแต่ละที่เป็นอย่างไร และดูค่าใช้จ่ายแพ็กเกจที่มี POST ตามเว็บต่างๆคร่าวๆ
3. ถูกใจโรงแรมไหนก็โทรไปถามค่ะ โทรเบอร์เซลล์โรงแรม ที่ดูแลด้านเช่าสถานที่จัดงานแต่งงานโดยตรง
4. คุยกับเซลล์ ถามว่าวันที่…ๆๆ ห้องว่างมั้ย มีห้องอะไรบ้าง
5. ถ้าโอเค ถูกใจก็นัดเข้าไปคุยกับทางโรงแรมค่ะ
6. ถ้าตกลงจะใช้สถานที่ก็จะมีการเซ็นสัญญา – เลือก PACKAGE – เลือกห้อง – วางมัดจำ
7. วางมัดจำแล้ว ต่อไปเป็นการเลือกอาหาร และเลือกสิ่งของต่างๆตามที่โรงแรมมีให้ค่ะ เช่น สีผ้าปูโต๊ะ ฯลฯ (อันนี้ต้องคุยกับโรงแรมว่า PACKAGE ที่เราเลือก มีอะไรให้เราบ้าง)
8. เราจัดเลี้ยงแบบ COCKTAIL ค่ะ และสั่งซุ้มอาหารของโรงแรมเพิ่ม
9. ก่อนวันแต่ง ก็จะมีนัดแนะ คุยลำดับงาน, PLAN ผังการจัดสถานที่ว่าอะไรอยู่ตรงไหน, ส่งไฟล์ VDO PRESENTATION และ เพลงให้โรงแรมลองเปิด, กัปตันห้องจะช่วยดูแลบ่าว-สาวอย่างไรบ้างในวันงาน และ ให้เบอร์โทร & รายชื่อ ช่างและทีมงานที่จะเข้าไปทำงานในวันงานค่ะ อาทิ ช่างแต่งหน้า ช่างจัดดอกไม้ เป็นต้น
10. ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่างๆ จะคิดและชำระอีกครั้งหลังวันแต่งค่ะ

 

[shortcode-variables slug=”course”]

#10 ช่างแต่งหน้าเจ้าสาว & เจ้าบ่าว (สำคัญมากกก)

ช่างแต่งหน้า Pre-Wedding ของเรา: Bombay Sorasit Punyamee (พี่บอมเบ)

พี่บอมเป็นช่างแต่งหน้าของกองสตูดิโอที่เราไปถ่ายพรีเวดดิ้งค่ะ เราถ่ายกับ Picgy Studio ค่ะ ทั้งช่างแต่งหน้า ทั้งช่างถ่ายรูปและทีมงานอารมณ์ดีมากกก มุกเยอะมากกก วันที่ไปถ่ายแต่งหน้าทำผมใหม่ประมาณ 3-4 ลุ๊ค ได้ เฮฮาทั้งกอง นอกจากแต่งหน้า Pre-Wedding แล้ว พี่บอมรับงานอื่นๆด้วยค่ะ งานวันจริง งานหมั้นก็รับค่ะ https://www.facebook.com/sorasit.punyamee โทร: 092-261-9076

ช่างแต่งหน้า ชุดไทย งานหมั้นเรา: พี่กมล ฉัตรเสน

พี่กมล ฉัตรเสน เป็นช่างแต่งหน้าที่มีฝีมือขึ้นชื่ออยู่แล้ว เจ้าสาวหลายๆคนที่อ่าน REVIEW มาบ้างคงเคยเห็นชื่อพี่กมลและเห็นรีวิวจำนวนมากผ่านตากันมาแล้ว เราคงไม่ต้องบอกอะไรมากค่ะ พี่มลสุภาพมากและพูดคุยด้วยดีมากค่ะ วันงานพี่มลก็จะถามว่าอยากแต่งแนวไหนสไตล์ไหน คุยด้วยน่ารักมาก พี่มลถามเอาสไตล์นางสาวไทยมั้ย 555+ เราบอกทันทีเอาค่ะ หนูชอบ คริๆ

ช่างแต่งหน้า งานวิวาห์: พี่ลูกฟูก ธำรงรัตน์

พี่ลูกฟูก ธำรงรัตน์ ก็เป็นช่างแต่งหน้าในฝันของเจ้าสาวหลายๆคนค่ะ พี่ลูกฟูกมือนิ่ม มือเบามาก แต่งไปเพลินมากค่ะ เหมือนเวลาผ่านไปเร็ว แต่รายละเอียดเป๊ะมาก เครื่องสำอางค์ติดทนมากจริงๆค่ะ เราแต่งกับพี่ลูกฟูกในงานเลี้ยงเย็น ถ้าจะเอาช่าง Touch Up สำหรับมาเติมแป้ง เติมลิป สามารถนัดเวลามาได้ค่ะ จะมีผู้ช่วยของพี่ลูกฟูกมาดูแลตามเวลาที่นัดค่ะ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะถ้าจะเก็บงานเพิ่ม เช่น ก่อน AFTER PARTY เป็นต้น ก่อนแต่งหน้าก็จะถามสไตล์ที่อยากได้ค่ะ เราขอหวานๆค่ะ … ส่วนทรงผม ผู้ช่วยพี่ลูกฟูกดูแลให้ค่ะ (พี่ถั่วงอก)

(รายละเอียดอื่นๆ ใครมีอะไรจะสอบถาม รบกวน ติดต่อทาง Fanpage ค่ะ)

ในวันสำคัญของเรา ใครไม่แน่ใจว่าจะแต่งเองได้ น่าจะจ้างช่างแต่งหน้ามืออาชีพดีกว่าค่ะ เพราะในงาน เจ้าสาว-เจ้าบ่าว จะโดนสาดแฟลชบ้าง ไฟสว่างๆมันก็ร้อนน้ายืนถ่ายรูปนานๆ เดิน-ยืนเหงื่ออกบ้าง และยืนอยู่หลายชั่วโมง ถ้าเป็นงานแห่ขันหมาก ระวังเจ้าบ่าวแป้ง & รองพื้นเลอะเป็นคราบด้วยค่ะ (งานแต่งงานไม่เหมือนกับงานรับปริญญานะคะ อยากให้เลือกช่างละเอียดๆยิ่งกว่ารับปริญญาน้า)

สำหรับเรา การจ้างช่างมืออาชีพ และไว้วางใจได้ ก็มีผลดีกับเราหลายอย่าง อาทิ

– สบายใจไปเปราะหนึ่งค่ะ เรื่องความรับผิดชอบของช่าง ไม่ต้องกังวลว่าจะเบี้ยวหรือมาสาย (จากประสบการณ์วันงานของเรา โอเคเรื่องช่างมาก)

– ในวันสำคัญ เราไม่อยากกังวล และไม่มีเวลาแก้ไขแล้วค่ะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแล้ว แก้ได้แค่ปัญหาเฉพาะหน้า .. เจ้าสาวไม่ควรเครียดในวันงาน

– ช่างเก่งๆ จะช่วยปรับรูปหน้า ทาครีม ทาไฮไลท์ เชดดิ้ง อะไรต่างๆนาๆ ปกปิดริ้วรอยต่างๆ ก่อนวันแต่งเราโทรม & อวบมากค่ะ ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเอง แต่ช่างแต่งหน้า & ช่างถ่ายรูป เอาอยู่ค่ะ

สิ่งที่เจ้าสาวหลายๆ คนมักสงสัยเกี่ยวกับการจ้างช่างแต่งหน้าในงานแต่งงาน

ถาม: ราคาช่างแต่งหน้างานแต่งกลางๆ – ทั่วๆไป ประมาณเท่าไร?
ตอบ: มีตั้งแต่ 5,000 – 12,000 ค่ะ ส่วนช่างใหญ่ Topๆ จะประมาณ 20,000 – 30,000 บาท แล้วแต่คนค่ะ จองคิวล่วงหน้าด้วยนะคะ เผื่อคิวเต็ม

ถาม: ราคานี้ แต่งให้กี่ครั้ง?
ตอบ: ครั้งเดียวค่ะ / 1 ครั้งเท่านั้นค่ะ

ถาม: ถ้าจะให้ช่างมาเติมแป้ง เติมลิป เติมหน้าให้หลังเข้างานไปแล้ว หรือ ก่อน AFTER PARTY จะมีค่าใช้จ่ายอีกมั้ย?
ตอบ: มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ อันนี้ต้องติดต่อสอบถามช่างเป็นรายคนไปค่ะ ราคาแต่ละท่านอาจจะไม่เท่ากันค่ะ

ถาม: ช่างจะลงแป้งที่ตัวให้มั้ย
ตอบ: บอกช่างได้ นัดก่อน แจ้งก่อนก็ดีนะคะ ช่างจะได้เตรียมอุปกรณ์

MAKE-UP IS MAGIC บอกตรงๆว่าเราอ้วนขึ้นมาช่วงที่จะแต่งงาน เป็นช่วงที่มีความสุขไปหน่อยค่ะ 
แต่ช่างแต่งหน้าช่วยได้ค่ะ และช่างถ่ายรูปก็สำคัญมากจริงๆค่ะ ช่วยหามุมดีดีให้ได้ … รูปนี้ คือรูปจาก PRE-WEDDING ค่ะ

#11 การจดทะเบียนสมรส

เอกสารที่ต้องเตรียมในการใช้จดทะเบียนสมรส ดูที่ http://www.bora.dopa.go.th/CallCenter1548/index.php/menu-general/12-service-handbook/general/27-general-status-marriage-registration

ถาม: จดทะเบียนสมรสต้องดูฤกษ์มั้ย?

ตอบ: ดูได้ค่ะ ดูวันที่อะได้ เอาตามที่สบายใจได้เลย …แต่… เวลาที่จดทะเบียนสมรส ไม่สามารถระบุเองได้นะคะ เราลองมาแล้วค่ะ ^^” ระบบจะบันทึกเวลาลงไปอัตโนมัติ ตั้งแต่วินาทีที่เจ้าหน้าที่เริ่มพิมพ์ข้อมูลเราลงใน COMPUTER ค่ะ (ถ้าจำไม่ผิดนะ คือ จำได้ว่าระบบจะใช้เวลาที่เจ้าหน้าที่เริ่มพิมพ์)…

ถ้าใครอยากจะได้เวลาจดทะเบียนสมรสตามที่ต้องการ… สามีเราฝากบอกว่า

ถ้าใครอยากจะได้เวลาจดทะเบียนสมรสตามที่ต้องการ ก็ต้องไปนั่งรอล่วงหน้าก่อนเวลาฤกษ์ แล้วที่เขตนั้นต้องไม่มีคนด้วย 555+ สมมติฤกษ์คือ 11.30 … พอได้เวลาปุ๊บ เจ้าหน้าที่ก็ต้องพิมพ์ข้อมูลลงทันที ถ้านายทะเบียนอยู่ ก็…(บายจ้าาาา)

ถาม: จดทะเบียนสมรสที่ไหนดี?ตอบ: เอาตามที่สบายใจเลยค่ะ ทีแรกเราไปบางรัก … ไปตอนบ่าย 2 !! พระเจ้าช่วย คนเยอะมาก ไม่ไหวแล้ว คิวก็เต็มแล้วด้วย ถ้าจะไปบางรัก แนะนำให้ไปตั้งแต่เช้าๆๆ เลยค่ะ สรุปได้ไปจดที่เขตอื่นใกล้ๆกันแทนค่ะ ไม่มีคนเลย ^^”

#12 การคุยเรื่องสินสอด & คุยเรื่องแต่งงานกับพ่อแม่

คุยแบบไม่เป็นทางการ EP.1

ล่วงหน้าก่อนแต่งประมาณ 6-7 เดือน แฟนเราเคยมานั่งคุยกับพ่อแม่เรื่องแต่งงานค่ะ เป็นเรื่องที่ตื่นเต้นมักๆ แต่ไม่ได้เป็นทางการอะไร ก่อนที่จะมาคุย แน่นอนว่าเราฝ่ายผู้หญิงต้องไปกระซิบบอกพ่อแม่ก่อนค่ะ ว่าแฟนจะขอเข้ามาคุย … ซึ่งที่บ้านเรากับแฟนจะค่อนข้างเป็นกันเองกัน และครอบครัวเราค่อนข้างเป็นกันเองด้วย ก็เลยไม่พิธีรีตรองอะไรมากนัก… วันนั้นพ่อแม่เราก็ไม่ได้ถามค่ะว่าจะมาขอวันไหน เพียงแต่สอนว่า ถ้าจะแต่งงาน ชีวิตคนเรามันมีอะไรบ้าง สอนเรื่องการใช้ชีวิต สอนสิ่งสำคัญที่ต้องมี เช่น จะสร้างครอบครัว ก็ต้องมีบ้าน มีงาน คิดถึงลูก วางแผนอนาคตเรื่องลูก เรื่องการทำงาน เรื่องชีวิตคู่ด้วยกัน ประมาณนี้ค่ะ…

คุยแบบไม่เป็นทางการ EP.2

พอจะแต่งจริงๆ ก็จะเป็นผู้ใหญ่นัดคุยกันแบบไม่ค่อยทางการค่ะ มาทำความรู้จักคุยกัน นัดแนะกันอีกรอบ … ส่วนเรื่องฤกษ์ ก็มีคุยกัน แต่ทางเราก็จะคุยกับพ่อแม่เรา ทางเจ้าบ่าวก็จะคุยกับพ่อแม่เจ้าบ่าวด้วยตัวเองด้วย แล้วเราว่าที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาวก็จะมาซุบซิบสุมหัวกันอีกรอบ

คุยแบบเป็นทางการ (ซะที)

คราวนี้ถึงตา … ทางผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว ก็มาคุยกับผู้ใหญ่ฝ่ายเราที่บ้านค่ะ คุยเสร็จ มีไปดูสถานที่ ดูโรงแรมด้วย เรื่องสินสอดผู้ใหญ่จะคุยกันเองค่ะ

เรื่องสินสอด เป็นเรื่องที่ HOT ใน Pantip มากๆเลย เห็นหลายกระทู้แล้ว

ถึงเวลาจริงๆ เราว่าเจ้าบ่าว-เจ้าสาวควรคุยกันค่ะ คือเราจะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว มีอะไรควรคุยกัน เข้าใจเขาเข้าใจเราค่ะ พอแต่งงานกันไปจริงๆ เวลามีอะไรก็ต้องคุยกันค่ะ จะเที่ยวคิดเล็กคิดน้อย ไปถามคนนู่นคนนี้ ไปถามในเว็บบอร์ดบ้างอะไรบ้าง เราว่าค่อยๆคุยกันก็จบ ง่ายกว่าอีก บางทีถามคนนอกไปเขาก็ไม่รู้สถานการณ์เราทั้ง 100% หรอกค่ะ … ทั้งฝ่ายเจ้าบ่าว-เจ้าสาว ต้องกล้าคุยกันค่ะ

UPDATE: ใครมีคำถามนอกเหนือจากนี้ รบกวน INBOX มาที่ Facebook คู่มือจัดงานแต่งงาน by OPONG แทนนะคะ (มีแฟนเพจแล้วจ้า)

#13 การดูแลตัวเองก่อนเป็นเจ้าสาว

ช่วงก่อนแต่งงาน ตัวเราเองไม่มีเวลาได้ดูแลร่างกายเลยค่ะ แต่โชคดีที่ช่วงก่อนหน้านี้ ปกติเราชอบเรื่องความสวยความงามอยู่แล้ว ผลบุญบารมีที่เคยทำไว้กับร่างกายบางเรื่องมันเลยยังส่งผลให้แก่ร่างกายจนถึงปัจจุบัน

ใครชอบเรื่องสวยๆ งามๆ คุยกับเราได้ค่ะ เราชอบมากๆๆ 55+

– เรื่องผิว : สาวไทยอยากผิวขาว แต่สาวฝรั่งชอบผิวแทน … สาวไทยบางคนหันไปกินกลูต้า ถ้าจะกินขอแนะนำให้อยู่ในการดูแลของแพทย์หรือเภสัชค่ะ อย่าสั่งมั่วๆจากในอินเตอร์เน็ต ตัวเราเองชอบไปโรงพยาบาลผิวหนังอโศกค่ะ (Asoke Skin Hospital) โดยเฉพาะเรื่องสิวๆ คือเคยไปหาหมอตามคลินิกในห้างเหมือนกัน แต่ไม่หายค่ะ … ไปอโศกแล้วหาย … ส่วนเรื่องกลูต้าเคยคุยกับคุณหมอที่อโศก คุณหมอบอกว่าแบบเป็นเม็ดที่ใช้ทานอะทานได้ ไม่เป็นไร (เลือกแหล่งด้วย) แต่ฉีดนี่อันตราย อย่าฉีดค่ะ

– เมื่อก่อนเราทานวิตามินเยอะมากๆ (ตอนเป็นแอร์ค่ะ) ทานวิตามิน C ช่วยผิวขาวใส, วิตามิน A, Grape Seed อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย (ไว้คิดออกจะมาพิมพ์เพิ่ม)

– ทานผัก-ผลไม้เยอะๆค่ะ แต่อย่างดเนื้อ งดโปรตีนไปเลยสำหรับคนที่ลดน้ำหนักก่อนแต่งงาน ระวังกินแต่ผักจะซูบซีด ไม่มีแรงค่ะ ถ่ายรูปไม่สวย หน้าแห้งเหมือนคนหมดแรงค่ะ … ทั้งนี้ แต่ละคนไม่เหมือนกัน ดูลิมิตร่างกายตัวเองด้วยนะคะ บางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้ค่ะ

– ก่อนวันงานแต่งและวันถ่าย PRE-WEDDING แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่ากันเยอะๆค่ะ ปากจะไม่แห้ง ผิวไม่แห้ง ดูสดใส

– ใครทานยาสิว Acnotin หรือ Roaccutane ควรงด ก่อนวันถ่ายรูปค่ะ เพราะทำให้ผิวแห้งมาก ปากจะเป็นขุยๆ ตาจะแห้ง

– ครีมทาแก้สิว งดทั้งหมดก่อนคืนวันงานค่ะ ระวังช่างจะทารองพื้นไม่ค่อยติด ต้องล้างหน้าใหม่ & เสียเวลา

– อย่าไปแต่งหน้าแบบผมมันๆ ไม่ได้สระ และอย่าสระผมคืนวันงานค่ะ มันจะแห้งไม่ทัน ผมชื้นฟู ทำผมไม่สวย

– ถ้าจะจ่ายเงินกับสปาผิวไม่กี่ครั้งก่อนงานแต่ง เอาเงินไปจ้างช่างแต่งหน้าดีดีคุ้มกว่าค่ะ : สำหรับเรา…เราว่าสปาผิวต่างๆ ช่วยให้ร่างกายสดชื่นค่ะ แต่การทำไม่กี่ครั้ง และการไม่ดูแลตัวเองเรื่องการกิน & การนอน มันไม่ได้ช่วยให้ผิวสวยขึ้นค่ะ

– ดีไม่ดี ไปลองสปาที่ไม่ดูให้ดี ระวังแขนขาจะแพ้เป็นผื่นแดงก่อนคืนงานแต่ง แก้อะไรไม่ได้ค่ะ

– เลิกคิดเรื่องเครียดๆ มีอะไรก็ปล่อยวางค่ะ

– นอนหลับให้เพียงพอค่ะ ต่อให้ทำทุกอย่างมาดี แต่ถ้านอนไม่พอ ตอนถ่ายรูปตาจะออกมาโหล่ ตาลอย ไม่สดใส แววตาไม่เปล่งประกายค่ะ

#14 ชุดเจ้าสาว ชุดไทยและชุดวิวาห์

วิธีหาชุดเจ้าสาวในแบบของเรา

เรื่องชุดเจ้าสาว ควรดูไว้แต่เนิ่นๆ เพราะร้านดังๆบางร้าน คนจองชุดล่วงหน้า 3-4 เดือนเลยก็มีค่ะ

ถ้าคุณไปช้า … ชุดที่ชอบอาจจะมีคนจองตัดหน้าไปแล้วก็ได้ เพราะว่า คนส่วนใหญ่ใช้ฤกษ์แต่งงานฤกษ์เดียวกันทั้งประเทศ

1. ค้นหา IG / Facebook / Website ร้านเช่าชุดเจ้าสาวในอินเทอร์เน็ต – ดูรีวิวต่างๆ – และหาดูชุดที่ชอบ

2. ร้านไหนน่าสนใจ จะโทรไปถาม & เขียนข้อมูล เบอร์โทร – วันนัดไว้

3. บางร้าน ต้องนัดลงคิวก่อนเข้าไปดูนะคะ เพราะลูกค้าอาจจะไปชนกันเยอะ วันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนใหญ่คนเยอะ อยู่แล้ว

4. หากได้ร้านที่ถูกใจ ก็…. เลือกชุด => ทำสัญญา => วางเงินมัดจำ => นัดวันฟิตติ้ง => โอนเงินจำนวนเต็ม => ฟิตติ้งชุด วัดตัวปรับแก้ชุด => ลองชุด & รับชุด

ราคาเช่าชุดเจ้าสาว

มีราคาหลากหลายมาก ราคามีตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป จนถึง 50,000 หรือ บางร้านอาจจะมากกว่านั้น

บางร้านก็จะมี PACKAGE & PROMOTION เช่น จองชุดราคา xx,xxx + xx,xxx = จะลดราคาให้ ลูกค้าจ่ายน้อยลง แต่ต้องทำสัญญาก่อนหมดเขตโปรโมชั่น

ส่วนของแฟนเรา…. ชุดเจ้าบ่าว

– แฟนเราไม่ว่าง ไม่มีเวลาค่ะ บางชุดก็เช่าเอาแถวที่ทำงาน บางชุดก็ตัดเอาร้านแถวที่ทำงาน  สงสารคุณชายจุง ของเราให้หมด (ฮิๆ) แต่ของตัวเองเอาใกล้ๆ ใส่อะไรก็ได้ ไม่คิดมาก

ชุดเจ้าสาวแบบไหนสวย?

– ในงานเลี้ยงวิวาห์ สำหรับเราเอง เราเน้นชุดที่เหมาะกับตัวเรา ช่วงนั้นเราอวบนิด ก็หาชุดที่เข้ากับตัวเราหน่อย แล้วก็เน้นลูกไม้ที่กระโปรงค่ะ เราไม่ค่อยชอบแบบฟูฟ่อง สำหรับเรานะ เราว่าถ้ากระโปรงมีลูกไม้ จะดูฟรุ้งฟริ้ง และถ่ายรูปออกมาสวย … แต่กระโปรงแบบฟูๆ ใช้ผ้าลายตาข่าย อันนั้นก็สวย แต่จะถ่ายรูปรายละเอียดไม่ค่อยได้อะไรค่ะ .. ทั้งนี้ แล้วแต่คนชอบนะคะ เลือกที่ตัวเองชอบและมั่นใจที่สุด เราก็จะสวยที่ชุดในชุดนั้นค่ะ

– สีชุดไทย : เราชอบสีกลีบบัวค่ะ … เราว่าเรื่องสีชุด ต้องดูสีที่ขลับกับผิวตัวเจ้าสาวค่ะ บางทีจะดูเฉพาะ THEME สีไม่ได้ อย่างเรา ใส่สีเหลืองไม่ขึ้นค่ะ จะดูซีด

 

เลือกชุดไม่ถูก ให้ใครช่วยเลือกดี?

1. สำหรับตัวเราเอง เรานึกถึง “แม่” ค่ะ … เพราะว่าคนนี้เป็นคนที่เห็นเรามาตั้งแต่เด็ก คำแนะนำจากแม่บางทีก็มีประโยชน์ค่ะ
2. “เพื่อนสนิท” ค่ะ คนที่พูดตรง คนที่เราสบายใจที่สุด คนที่ไว้ใจได้ที่สุด คนที่จริงใจกับเราที่สุด ให้คุยกับคนนั้น
3. เจ้าของร้าน & พนักงงานของร้านค่ะ ช่างที่ร้านอยู่กับชุดวิวาห์ทุกวัน เห็นคนใส่มาเยอะ และมีความถนัดงานทำชุด อาจมีคำแนะนำดีดีให้เวลาเลือกชุดค่ะ
4. “เชื่อตัวเราเอง” ค่ะ … เพราะคนที่ใส่ชุดคือตัวเรา ถึงเราจะได้คำแนะนำ ติ-ชม จากคนอื่นๆ แต่สุดท้ายแล้ว อยากแนะนำให้ใส่ชุดที่ใส่แล้วคิดว่ามั่นใจที่สุดค่ะ แล้ววันงานเราจะมีความสุข หลังจบงานเราก็จะมีความสุขที่สุด สบายใจที่สุดค่ะ

 

#15 แหวนแต่งงาน

เรื่องแหวนแต่งงานเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดแล้ว ^_^ ของเราค่อนข้างจะแน่นอนเรื่องแหวน เพราะมีร้านที่มีคนรู้จักแนะนำมาค่ะ

ทีแรกผู้ใหญ่ก็จะพาไปดูที่บ้านหม้อ แต่เนื่องด้วยเจ้าบ่าวไม่ว่างเลยซักที แล้วก็ไม่มีใครว่างตรงกัน

สรุปซื้อแหวนจากร้าน LEELA GEMS ที่ห้างมาบุญครองค่ะ

เจ้าของร้านกันเองน่ารักมากๆ แนะนำดีมากๆค่ะ

– แหวนเพชร : ตัดแหวน ปรับขนาด ใช้เวลารอ 1-2 ชั่วโมงเองค่ะ

– แหวนคู่ (ทองคำขาว) : อันนี้แอบซื้อนอกเรื่อง เป็นที่ระลึกไว้ใส่แทนแหวนทองค่ะ … ทางร้านสลักชื่อบนแหวนให้ด้วย

ส่วนพวกแหวนทอง (สำหรับเป็นแหวนแลก ใส่คู่กันในพิธีหมั้น) กับเครื่องทองอื่นๆ คุณแม่สามีพาไปเลือกที่ร้านทอง คนละวันกันค่ะ

#16 การ์ดแต่งงาน

ตอนนี้มีเป็น Fanpage แล้วนะคะ ฝาก Follow & Inbox เข้ามาสอบถามได้เลยค่ะ

คู่มือจัดงานแต่งงาน by OPONG

———————————————

รูปการ์ดแต่งงานของเรากับแฟน ใช้รูปด้านบนนี้เป็น BACKGROUND ค่ะ ^^

รูปนี้ใช้ IPHONE ถ่าย แฟนเราถ่ายไว้เอง วันที่ขอเราแต่งงาน เหลือเชื่อว่าได้เอามาใช้เป็นพื้นหลัง CARD แต่งงานค่ะ ^_^

ไอเดียการ์ดแต่งงาน – วิธีของเรา

– วิธีที่ง่ายที่สุด คือ เอา CARD เชิญไปงานแต่งที่ได้รับมาจากเพื่อนๆหรือคนรู้จักมานั่งดู ดู STYLE ดูแบบ ถ้าชอบแบบไหน ก็โทรไปถามคนรู้จัก ว่าทำร้านไหน ราคาเท่าไร … วิธีนี้ ง่ายและชัวร์กว่าเดาสุ่มสี่สุ่มห้าหาข้อมูลในจากในเน็ตอีกค่ะ

– ร้านทำการ์ดสวยๆ มีทั้งที่พาหุรัด สำเพ็ง และ จตุจักร

– ราคาการ์ดจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัสดุกระดาษ ออฟชั่นต่างๆที่ใส่ในการ์ด ถ้าพิมพ์ทอง ประทับตัวหนังสือกดเป็นสีทองๆ ราคาก็จะเพิ่มขึ้นค่ะ

ประสบการณ์ของเรา

ของเราทีแรก… คุณพ่อสามีเอาการ์ดงานแต่งมาให้ดู ใช้รูป Pre-Wedding เป็นพื้นหลัง และมีพิมพ์ทองบนการ์ด เรากับสามีชอบมาก ถามรายละเอียดเจ้าของงานเรียบร้อย และโทรคุยกับที่ร้านเรียบร้อย (ร้านที่จตุจักร) แต่ยังไม่คอนเฟิร์มงาน ทีหลังเปลี่ยนใจค่ะ เนื่องจากพิมพ์ทองต้องใช้เวลาหลายวัน และช่วงที่เราจะพิมพ์การ์ด มันตรงกับช่วงวันหยุดเทศกาล โรงงานพิมพ์ทองก็จะปิด … ซึ่งมีผลแน่นอน … เพราะต้องเอาการ์ดให้ทางผู้ใหญ่ส่งเชิญแขกผู้ใหญ่ สุดท้ายเลยเปลี่ยนเนื้อกระดาษเป็นกระดาษลื่นๆ และใช้รูปที่แฟนถ่ายจาก IPHONE เล่นๆ แต่เป็นรูปที่ประทับใจมาเป็นพื้นหลังแทน แต่ประทับใจยิ่งกว่า เพราะมันเป็นรูปในความทรงจำของทั้ง 2 คน ^_^

หมายเหตุ: ใครจะใช้รูปจาก Iphone ต้องแน่ใจน้า ว่าขนาดรูปมันใหญ่ Quality ดี คือภาพละเอียด ขยายแล้วรูปไม่แตก

การ์ดแต่งงานกับ CONCEPT งาน

– ปกติการ์ดแต่งงานก็จะต้องสื่อถึงคอนเสปต์งานหน่อยค่ะ บางคนท้ายการ์ดจะมีแจ้ง-บอกไว้เลยว่า dress code สีอะไร theme อะไรยังไง และเป็นงานเลี้ยงแบบไหน เช่น Cocktail เป็นต้นค่ะ

– ของเราเปลี่ยนกันจนวินาทีสุดท้ายอะคอนเสปต์งาน ^^”

#17 วิธีคำนวณจำนวนแขกที่จะมาในงาน, การแจกซอง, การพิมพ์การ์ดแต่งงาน

ตอนนี้มีเป็น Fanpage แล้วนะคะ ฝาก Follow & Inbox เข้ามาสอบถามได้เลยค่ะ

คู่มือจัดงานแต่งงาน by OPONG

———————————————

จำนวนการ์ดงานแต่ง & สูตรคำนวณแขกที่จะมาในงาน

สูตร ได้มาจากในเน็ตนี่ละค่ะ (แต่เอาเข้าจริง ใช้ COMMON SENSE มากกว่าสูตร) (จำนวนการ์ด x 75%) x 1.5

วิธีคิดในแบบของเรา & ข้อคิดในการพิมพ์การ์ด-เชิญแขกเราพิมพ์การ์ดมากกว่าจำนวนแขกที่คาดว่าจะมา เพราะว่า …

– แขกบ่าวสาว & แขกของผู้ใหญ่บางส่วนอยู่ต่างจังหวัด (เยอะเลยแหละ) ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องเชิญ

– แต่…เพื่อนๆกันเอง บางคน จะบอกว่า “ไม่เอาการ์ดก็ได้ บอกปากเปล่าก็โอเค” โทรบอกก็ได้

– สมัยนี้ เพื่อนๆบางคนโอเคกันเยอะนะกับการ์ดเชิญปากเปล่า ไม่ต้องมีการ์ด แต่บางคนก็อยากได้การ์ดไว้เป็นที่ระลึก ก็ต้องเผื่อไว้

– การ์ด 1 ใบเชิญ = 1 ครอบครัว … เชิญคนที่มีครอบครัวแล้ว อาจจะมามากกว่า 2 คน (สามี-ภรรยา & ลูก)

– ในขณะที่ เพื่อนๆกัน ให้การ์ดเชิญ 1 ใบก็จริง แต่ต้องเผื่อว่าเขาจะพาใครมาด้วย (แฟน & คนรู้จัก)

– วิธีคิดง่ายๆเลยคือ การ์ด 1 ใบ เฉลี่ยแล้วเท่ากับจะมีคนมาประมาณ 2 คน (ยกเว้นกรณีครอบครัว)

– คนที่ชอบออกงาน ไปงานตลอด ไม่ว่าจะยังไง ก็จะมา

– คนที่ไม่ชอบออกงาน ไม่ว่ายังไงก็ไม่ค่อยมา (แต่อาจจะฝากซองมาแทน)ก่อนสั่งอาหาร (ของเราเป็น COCKTAIL) เราๆผู้จัดก็จะต้องคำนวณคาดการณ์ว่าแขกน่าจะมาซักเท่าไร และ PORTION ของแต่ละท่านน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไร เพื่อที่จะจัดอาหารให้เพียงพอ และจัดการเรื่องเมนูอาหารที่ต้องสั่งเพิ่ม

#18 การคำนวณอาหารสำหรับเลี้ยงแขกในงาน

เรื่องอาหาร สำหรับเรา คิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆค่ะ เพราะว่าแขกที่มาในงาน บางท่านเดินทางมาไกล แต่ให้เกียรติเดินทางมาร่วมงาน มันจะดีถ้าเราคำนวณได้ละเอียดพอดี แต่ในความเป็นจริง ไม่มีใครรู้อนาคตว่าแขกจะมาเท่าไร ทำได้แค่เตรียมไม่ให้ขาด ซึ่งแปลว่า เผื่อเหลือ ดีกว่าเผื่อขาดค่ะ คนกันเองทั้งนั้น (และทีมงาน & เพื่อนบ่าว-สาว หลังจบงาน เหนื่อยมาก หิวมาก) … บ่าวสาว ไม่ควรลืมว่า

นอกจากแขกในงาน เรายังมีทีมงานคนอื่นๆ ที่ห้ามลืมดูแล เช่น …

– ช่างกล้อง ช่างถ่ายรูป ช่าง VDO

– เพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว

– ทีม ORGANIZER

– ช่างแต่งหน้า

อย่าให้เขาอด อย่าลืมว่าเขาก็ต้องกิน อย่าลืมว่าเขาก็เหนื่อย อย่าลืมน้ำ อย่าลืมอาหาร & ของว่าง สำหรับทีมงานที่มาช่วยในงานแต่งค่ะ

————————————————-

วิธีคำนวณอาหารคร่าวๆ สำหรับงานเลี้ยง COCKTAIL

ในรายการอาหาร COCKTAIL ปกติก็จะมีเมนูรายการอาหารยืนพื้น ที่โรงแรมให้เลือกจากใน PACKAGE ทั้งออเดิร์ฟ อาหารว่าง อาหารหลัก ของหวาน แต่นอกจากนี้ เราสามารถสั่งอาหารเพิ่มได้ค่ะ เรากะว่า แขก 1 ท่าน จะทานอาหารหลักทุกคนค่ะ แขก 1 คน อาจจะทาน 3-4 เมนู ….

อาหารที่สั่งเพิ่ม จะมีเมนูประมาณ อาหารญี่ปุ่น ซูชิ ปลาดิบ ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดง-หมูกรอบ ข้าวมันไก่ ไอศครีมรสต่างๆ เป็นต้นค่ะ

เวลาสั่งซุ้มอาหารเพิ่ม โรงแรมจะคิดเป็น PORTION ค่ะ เช่น ข้าวหน้าเป็ด สำหรับ 100 PORTION (หรือจาน) ราคา 8,500 บาท อะไรก็ว่าไปค่ะ เราสั่งคละๆกัน หลายเมนู รวมแล้วให้ได้อาหารเพิ่มประมาณ 400-600 PORTIONS สำหรับแขกที่ตั้งเป้าหมายว่าจะมาประมาณ 600-700 คนค่ะ เพราะว่าอาหารบางเมนู อย่าง ซูชิ ปลาดิบ ถึงจะสั่งมาเป็น 100-200 PORTIONS ก็จริง แต่เวลาทานจริง แขกบางท่านก็ทานคนเดียวได้ 3-4 PORTIONS ค่ะ พวกอาหารญี่ปุ่นจะหมดเร็วค่ะ มันเป็นเมนูที่ทานง่าย และคนชอบค่ะ

————————————————-

วิธีคำนวณอาหารคร่าวๆ สำหรับงานที่บ้าน (งานหมั้น)

ข้อคิด & ข้อควรระวัง สำหรับคนที่คิดอยากจะจัดงานเล็กๆแบบเป็นกันเองที่บ้าน

– ถึงเวลางานจริงๆ จากที่คิดว่าแขกเราทั้งหมด 50 คน เวลาจริงมันอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ อาจจะมากได้ถึง 200 คน อย่าลืมคิดถึง ญาติ, คนที่ทำงานที่จะมา, เพื่อนสนิทพ่อแม่, คนในหมู่บ้าน-คนบ้านใกล้เรือนเคียง, เพื่อนที่ทำงาน ผู้ใหญ่ที่ทำงานบางท่าน…. บางคนมีคนรักเยอะมากๆ เวลาถึงงานแต่งงานเรา เขาก็อยากจะมาร่วม ….. ไม่เชิญก็ไม่ได้ ห้ามก็ไม่ได้ จะโดนต่อว่า อย่างเราญาติเยอะ ห้ามไม่ได้ค่ะว่าห้ามมา แล้วคนรู้จัก คนที่ทำงาน บางคนก็ไปงานเลี้ยงตอนเย็นที่จัดแยกอีกวันไม่ได้ เลยจะมาร่วมงานหมั้นที่บ้านแทน … แบบนี้ เกินยอดที่คำนวณไว้แน่นอนค่ะ ต้องเผื่อใจไว้ค่ะ และพูดคุยกันให้ดี สอบถามให้ดี จะได้เตรียมอาหารถูก

– เมนูอาหารเลี้ยงตอนเช้า อาจจะเป็น ข้าวต้ม ค่ะ เมนูยอดนิยม …. แต่ …. สั่งเผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาดค่ะ อย่าคิดให้อาหารพอดีเลยค่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่จะหมดพอดี ที่สำคัญบางคนหิว ก็ทาน 2 ถ้วยค่ะ ต้องเผื่อตรงนี้ด้วย นอกจากแขกแล้ว เรายังมีทีมงานค่ะ ช่างถ่ายรูป นักดนตรี ญาติๆคนจัดงานกันเอง เผื่ออาหารไว้ด้วยค่ะ

– เมนูอาหารเที่ยง เราเลี้ยงเป็นบุฟเฟ่ต์ค่ะ … ขนาดคิดว่าสั่งมาน่าจะโอเคแล้ว ถึงเวลาจริงยังเกือบไม่พอเลยค่ะ ญาติๆที่บ้านกลับตัวทัน คืนก่อนวันงานตัดสินใจกันว่าจะเตรียมอาหารเพิ่มค่ะ

– เผื่ออาหารให้ทีมช่างภาพ หลังเสร็จงานด้วยค่ะ ช่างภาพน่าสงสารมาก คือ ยืนถ่ายรูปตลอดเวลา แล้วญาติๆเราทุกๆคนก็ชอบถ่ายรูป ช่างกล้องแทบไม่มีเวลาได้พักค่ะ … พอเสร็จงาน ถ้าเราสั่งอาหารแบบพอดีเกิ๊น ไม่เหลือเลย … ทีมงานที่มาทำงานให้เราในวันงานของเรา คงหมดแรง สลบค่ะ

– เราเจ้าสาว & เจ้าบ่าว เสร็จงานที่บ้าน ยังเกือบเป็นลมเลยค่ะ ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่ตี 3-4 กินก็แต่น้ำหวานๆ .. พอแขกกลับแล้ว .. วิ่งเข้าครัว รีบตักข้าวกินเลยค่ะ แทบหมดแรง

– เจ้าสาว อย่าลืมบอกเพื่อนเจ้าสาว ให้ส่งน้ำให้บ่าว-สาว & ช่างกล้องระหว่างถ่ายรูปน้า >____< เดี๋ยวจะหมดแรง

#19 เพื่อนเจ้าสาว

เจ้าสาวหลายๆคนคงมีเพื่อนในดวงใจอยู่แล้ว ว่าอยากบอกเชิญใครมาเป็น ในวันงานเจ้าสาวจะแทบไม่มีเวลาตอบคำถามใคร หรือ ไปดูเรื่องบางเรื่องด้วยตัวเองเลย เพราะฉะนั้น อย่าลืมวางแผนให้ดีก่อนที่จะถึงวันงานนะคะ อย่าลืมแลกเบอร์ บอก LIST เบอร์โทร ชื่อติดต่อ หรือทำ GROUP LINE ระหว่างเพื่อนเจ้าสาว-เจ้าบ่าว & ทีมงาน เวลามีอะไรจะได้ติดต่อกันสะดวกค่ะ

ชุดเพื่อนเจ้าสาว

เห็นใน Pantip มีหลายกระทู้เลย กังวลเรื่องการออกเงินเรื่องชุดเพื่อนเจ้าสาว … อันนี้ร้านตัด-เช่าชุดเคยพูดกับเรานะคะ ว่าจริงๆแล้วเจ้าสาวไม่จำเป็นที่จะต้องออกค่าชุดให้เพื่อนๆ ไม่ได้มีกฏตรงนี้เลย แต่เรื่องนี้เราว่าแล้วแต่คนค่ะ บางคนอาจจะออกให้ ดูแลให้ ก็ว่ากันไปตามสบายใจ งานแต่งงานเป็นงานมงคล อย่าให้มีเรื่องผิดใจกันเลยค่ะ มีอะไรก็ปรึกษาว่าที่สามี และพูดคุยกับเพื่อนๆค่ะ… ของเรา สามีแอบน่ารัก ดูแลจัดการให้ตรงนี้ทั้งหมดค่ะเรื่องชุดเพื่อนเจ้าสาว

ชุดเพื่อนเจ้าสาว ตัด หรือ เช่าดี?

ข้อคิดหลักๆเลยที่เจ้าสาวต้องคิดก่อนตัดสินใจว่า จะตัด หรือ จะเช่า ชุดเพื่อนเจ้าสาว

– การตัดชุดมันใช้เวลาค่ะ ควรหาช่างที่มีฝีมือ & มีความเป็นมืออาชีพ เพราะบางคนได้งานไปแล้วก็ดองงาน บางคนมาเร่งงานให้เราทีหลัง อาจจะได้งานที่ไม่เรียบร้อย … ถ้าจะตัดชุด ควรหาช่างที่ถนัดและรับตัดชุดเพื่อนเจ้าสาวเป็นอาชีพหลักๆอยู่แล้ว- ตัดชุดให้เพื่อนเอง ปัญหาอีกอย่างคือ การนัดลองชุด การฟิตติ้งชุด ถ้าตัดแล้วเอาไปให้เพื่อนแก้เอง อันนี้ปัญหาก็ตกอยู่ที่เพื่อนค่ะ บางคนไม่ว่าง … ฉะนั้น เอาตามที่สะดวกกันนะคะ สบายใจแบบนั้นก็ทำแบบนั้น- ถ้าซื้อเฉพาะผ้า แล้วเอาผ้าให้เพื่อนไปตัดชุดตามแบบที่ชอบเอง มักจะมีปัญหาที่ตามมาคือ … มันไม่สะดวกค่ะ เพื่อนบางคนติดงาน แล้วยังต้องไปตามหาร้านกันอีก จริงๆแล้ว..ถ้าจะตัดชุดเอง ก็ซื้อผ้าแล้วไปตัดร้านเดียวกันเลยง่ายกว่า แต่ที่นี้อย่างที่บอกไว้ด้านบน ถ้าร้านไหนงานเยอะ แล้วเราจะให้ตัดชุดราตรีพร้อมกันเป็น 10 ตัว อันนี้ต้องดูว่าร้านทำให้เราไหวรึป่าว- ร้านตัด-เช่าชุด ตอนนี้มีหลายร้านหลายมากค่ะ ที่รับตัด-เช่าชุดเพื่อนเจ้าสาว หาได้ง่ายๆเลย Search ใน Google แป๊บเดียวเจอ

 

การนัดแต่งตัวของเพื่อนเจ้าสาวงานที่โรงแรม – เพื่อนๆเรานัดแต่งหน้ากันที่โรงแรมค่ะ รร. ให้ ห้องมา 2 ห้อง ห้องใหญ่เราใช้แต่งตัวเจ้าสาวกับญาติผู้ใหญ่ อีกห้องยกให้เพื่อนๆเลยค่ะงานที่บ้าน –  แต่งที่ห้องนอนเราดอกไม้ผูกข้อมือเพื่อนเจ้าสาวของเรา – เราได้พี่ Bombay Sorasit Punyamee คนเดิมช่วยทำดอกไม้ผูกข้อมือเพื่อนเจ้าสาวให้ค่ะช่างแต่งหน้าเพื่อนเจ้าสาว– เพื่อนๆจะมีทั้งแต่งเอง จ้างช่างมาส่วนตัว และจ้างช่างมารวมกันหลายๆคนค่ะ .. วันงาน จะมีทั้งเพื่อนเราที่ติดงานก่อนแล้วค่อยสะดวกตามมา … อย่างเพื่อนเราคนนึง น่ารักมาก มีสอบตอนเช้า ยอมแต่งหน้าไปสอบเลย แล้วรีบตามมาตอนเย็น >___<

#20 ประสบการณ์จัดงานเลี้ยงงานแต่งที่โรงแรม

งานเลี้ยงตอนเย็นเป็นวันที่เราเหนื่อยน้อยกว่า งานหมั้นช่วงเช้า-พิธีไทยที่บ้านค่ะ เพราะตื่นสายขึ้นมาหน่อยได้ (เราจัดแยกคนละวัน) แต่ถ้าถามว่าเหนื่อยมั้ย ก็เหนื่อยค่ะ 555+ แต่แน่นอนมีความสุขจ้า

 

ข้อคิด & สิ่งที่ต้องเตรียมไว้ก่อนเพื่อใช้ในงานเลี้ยง จัดตอนเย็นที่โรงแรม

 

– ประสานงานกับโรงแรมให้ครบ ทั้งเรื่องอาหาร เรื่องของที่จะนำเข้าไปใช้ในโรงแรม และทีมงานที่จะเข้าไปจัดงานในโรงแรม

– VDO สำหรับใช้เปิดเป็น Presentation ต้องทดลองทดสอบก่อน เผื่อมีเหตุขัดข้อง

– ให้เบอร์โทรทีมเพื่อนๆของเรากับทีมงาน Organizer ที่จะเข้าไปในโรงแรมด้วย

– PRINT สคริปต์พิธีกร & ลำดับงาน ให้ทั้งพิธีกร ทั้งเพื่อนบ่าว-สาว จะได้รู้คิว

– นัดแนะคิวกับเพื่อนเจ้าบ่าว – เจ้าสาว ว่าใครต้องทำอะไรบ้าง

– ใครมี Organizer ก็ดีค่ะ เขาจะช่วยในหน้าที่เขา ที่เราติดต่อไว้ว่าให้ช่วยอะไรบ้าง

– คุย – นัดเวลากับช่างแต่งหน้าทำผม ว่าให้มากี่โมง

– ถึงโรงแรมในวันงานแล้ว CHECK IN พร้อมแจ้งเลข # ห้องโรงแรมให้เพื่อนๆ & ช่างถ่ายรูป – ช่างแต่งหน้าทราบ จะได้เข้ามาแต่ง

– ซื้อข้าวกล่อง นม น้ำ ผลไม้ ขนม ไว้ให้เพื่อนบ่าวสาว ญาติๆ ตัวบ่าวสาวเอง & ทีมงาน กินรองท้องในห้องก่อนเริ่มงาน

– ก่อนขึ้นห้อง เราแอบไปเช็กความเรียบร้อย BACKDROP ดูสถานที่จัดงานนิดนึง

– อย่าลืมซ้อมพูดขอบคุณแขกประธาน & ผู้ใหญ่ และแขกที่มาร่วมงาน

– อย่าลืม ชุด – เครื่องประดับ – รองเท้า ของเจ้าบ่าว & เจ้าสาว (ถุงเท้าเจ้าบ่าวด้วย)

– เอาชุดไปเปลี่ยนสำหรับกลางคืน & ตอนเช้า, โฟมล้างหน้า ที่ล้างเครื่องสำอาง

– บ่าวสาว กินอะไรรองท้องไปบ้าง ก่อนจะลงไปข้างล่างนะคะ เพราะต้องยืนอีกนาน จนกว่างานจะเลิก เดี๋ยวจะเป็นลมค่ะ

– เราแต่งตัวเสร็จ เผลอตัว จะลงไปถ่ายรูปเล่นก่อนเวลางาน คิดว่าแขกยังไม่มา ….. ปรากฏว่า แขกมาเต็มเบย อดขึ้นห้องจ้า ต้องยืนถ่ายรูปก่อนเวลางานเสียอีก 555+

#21 ประสบการณ์จัดงานหมั้น – พิธีแต่งงาน – พิธีไทยที่บ้าน

สำหรับพิธีไทย เราแนะนำว่าให้สอบถามผู้ใหญ่ที่บ้านเป็นอันดับแรก และเหมาะกับให้ผู้ใหญ่ที่บ้านช่วยวางแผนค่ะ

เพราะว่า…..

ประเพณีของแต่ละภาคไม่เหมือนกันค่ะ แม้กระทั่งภาคเดียวกัน แต่คนละจังหวัด ยังมีลำดับงานบางอย่างในพิธีที่ไม่เหมือนกันเลยค่ะ และพอถึงเวลาจริงๆ สำหรับพิธีไทย บ่าว-สาว แทบไม่ได้มาร่วมจัดลำดับเลยค่ะ คือ บ่าว – สาว จะแยกกันอยู่ ยังไม่ได้เจอกัน กว่าจะได้เจอก็ตอนเจ้าบ่าวได้เข้าบ้าน และมีการสู่ขอแล้วค่ะ … เจ้าสาวจะอยู่ในห้องซะส่วนใหญ่ ส่วนพิธีไทยนี้ จะเน้นๆฝั่งเจ้าบ่าวเป็นผู้ปฏิบัติมากกว่าค่ะส่วนของบ้านเรา มีเปลี่ยนพิธีนิดหน่อยค่ะ คือ ให้บ่าว-สาวเจอกันก่อน แล้วตักบาตร แล้วค่อยแห่ขันหมากหลังจากนั้นค่ะ (คือที่บ้านเรากับแฟนต้องการให้ตักบาตรด้วยกัน เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ถ้ารอหลัง 9 โมง มันไม่ได้ พระต้องฉันก่อน เลยให้บ่าว-สาวเจอหน้ากันได้ก่อนสู่ขอค่ะ) และจากเดิม ที่ปกติจะส่งตัวบ่าว-สาว เข้าหอตอนกลางคืน ของเราเปลี่ยนเป็นส่งตอนช่วงบ่าย แล้วจบพิธีแต่งงานเลยค่ะ

จำได้ว่าเป็นวันที่เหนื่อยมากกกกกกค่ะ เราเองสำหรับพิธีไทย จะคอยมีผู้ใหญ่ พิธีกร และ พระที่นิมนต์มา คอยบอกค่ะว่าทำอะไรยังไง… ด้วยความที่ไม่เคยแต่งงาน พอถึงเวลาจริงๆ ยิ้มอย่างเดียวค่ะ 5555 ^_______^ เวลาทำอะไรผิดไป หรือทำไม่ถูก มีผู้ใหญ่คอยยืนกำกับ 555+ เราแนะนำว่า คนที่เราจะให้เป็นแม่งาน ต้องมีประสบการณ์ ชินกับงานตรงนี้มาพอสมควรค่ะ …. แต่พวกลำดับเวลาในงาน ลำดับคิวต่างๆ อันนี้บ่าว-สาวต้องรู้ไว้ด้วยค่ะ จะได้บอกเพื่อนๆเจ้าสาวด้วยค่ะ เรา Search ดูใน Google กับคุยกับผู้ใหญ่ทั้ง 2 บ้าน ลำดับงานส่วนใหญ่มา PATTERN เดียวกันเกือบหมด แต่อาจมีแตกต่างแล้วแต่วัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น บางจังหวัด ตักบาตรก่อน บางจังหวัดทำนู่นทำนี่ก่อนตักบาตร … และต่างกันที่ฤกษ์เวลาขันหมากเข้าบ้านค่ะ

ข้อคิด & ประสบการณ์จัดงานหมั้นพิธีไทยที่บ้าน– ของเรา จัดเป็นพิธีหมั้น & แต่งเป็นงานเช้าพร้อมกัน แล้วส่งตัวเข้าหอตั้งแต่บ่าย … ส่วนงานอีกครั้ง จะเป็นงานเลี้ยงวิวาห์ตอนเย็นค่ะ … งานเลี้ยงเย็น เราจัดเสร็จไม่ดึกมาก เพราะเจ้าบ่าวทำงานต่อตอนเช้าค่ะ- เป็นห่วงค่ะ คนที่อยากจะจัดงานเล็ก (เหมือนเราในตอนแรก) คือ งานหมั้น (ของเรามีพิธีแต่งด้วย) ที่บ้าน บางคนอาจคิดว่าจัดเล็กๆ อบอุ่นๆ แต่เอาเข้าจริงๆ มันมักจะไม่ค่อยเล็ก ถ้าญาติเยอะหรือคนรู้จักเยอะ … เราไม่สามารถห้ามญาติ ปกปิดญาติ หรือ ปกปิดเพื่อนๆที่อยากมาได้ .. งานมงคลนี่เนาะ ใครๆก็อยากมายินดี- จากประสบการณ์เรา ต้องเตรียมห้องน้ำให้แขกที่มาด้วยค่ะ ซึ่งบ้านเรา ติดต่อขอ “รถสุขา” เคลื่อนที่ได้ มาตั้งนอกบ้านด้วย 1 คัน ตั้งแถวบริเวณบ้าน เผื่อห้องน้ำในบ้านใช้ไม่พอ- เผลอๆคนที่คิดจะจัดที่บ้าน เราว่าจัดที่โรงแรมยังสะดวกกว่า (ยกเว้นบ้านมีบริเวณมาก) เพราะที่โรงแรม ห้องมีแอร์ เย็นกว่า จัดที่บ้าน มักจะต้องใช้พื้นที่ OUT DOOR ด้วยค่ะ (เลือกช่วงจัดงานดีๆค่ะ อย่าจัดหน้าฝน – หน้าร้อนที่ร้อนจัดๆ) … ค่าใช้จ่ายก็พอๆกันค่ะ- อาหารต้องเตรียมเผื่อค่ะ เผื่อเหลือ อย่าให้ขาด เพราะญาติ คนรู้จักอาจจะมากันเยอะ (ในกรณีที่ไปงานวิวาห์ตอนเย็นไม่ได้..บางคนก็จะมางานเช้าแทน) … แต่ก็อย่าเผื่อจนเหลือมาก … เรื่องอาหารบ้านเราไม่ค่อยกลัวเท่าไร เพราะถ้าเหลือ ก็แจกคนงาน แจกยามในหมู่บ้าน แจกคนที่มาช่วยงานกันสนุกสนานอยู่แล้ว … แต่ถ้าขาดนี่เครียดค่ะ- คืนวันจริง เพื่อนเรามานอนที่บ้านค่ะ บอกตรงๆนอนไม่หลับ ฮร่าๆ เจ้าสาวทั้งหลาย พักผ่อนเยอะๆนะคะ เพราะตอนเช้ามีงานหนัก งานเราเสร็จประมาณ บ่าย 2-3 …. งานเสร็จปุ๊บ กินข้าว & ส่งตัวเข้าหอหลับสลบไสลเลยค่ะ- พิมพ์อีกรอบค่ะ….ด้วยประเพณีแต่ละภาคไม่เหมือนกัน (ขนาดภาคเดียวกันแต่คนละจังหวัดยังมีการยอมรับลำดับพิธีไม่เหมือนกันเลยค่ะ) เราแนะนำว่าให้ปรึกษาผู้ใหญ่ของบ่าว-สาวเองเลยค่ะ ผู้ใหญ่จะรู้ดีเกี่ยวกับพิธีไทย แต่ลำดับพิธีไทย ปกติจะประมาณนี้ค่ะ

 

#22 สรุปค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม

ตอนนี้มีเป็น Fanpage แล้วนะคะ ฝาก Follow & Inbox เข้ามาสอบถามได้เลยค่ะ

คู่มือจัดงานแต่งงาน by OPONG

ตอนจัดงาน … เราทำ CHECKLIST ไว้ค่ะ อันไหนได้แล้วทำแล้วก็ขีดออกไป จนครบทุกอย่าง เป็นการกันลืมค่ะ

*** อันไหนที่เพื่อนๆจะไม่ใช้ในงานก็ตัดออกกันตามสะดวกค่ะ ***

เตรียมค่าใช้จ่าย – งานเลี้ยงที่โรงแรม

1. ค่ามัดจำสถานที่ (โรงแรม)

2. ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหลังจบงาน (เช่น ค่าไฟโรงแรม, ค่าแก้วแตก)

3. ค่าซุ้มอาหารที่สั่งเพิ่ม

4. เหล้า & ไวน์

5. แหวนหมั้น + สินสอด (ของเราเจ้าบ่าวดูแลเรื่องนี้)

6. การ์ด & ซอง

7. ของชำร่วย

8. BACKDROP & ดอกไม้ตกแต่งงาน

9. ชุดเจ้าสาว

10. ชุดเจ้าบ่าว

11. ชุดเพื่อนเจ้าสาว

12. ช่างแต่งหน้าเจ้าสาว & เจ้าบ่าว

13. ช่างแต่งหน้าแม่ตัวเอง & แม่สามี

14. ช่างภาพ & วิดีโอ

15. ทิปพนักงาน

16. ชุด AFTER PARTY

17. รูปอัดใส่กรอบหลุย เอาไปวางใน GALLERY ที่โรงแรม (กี่กรอบก็ว่าไป)

18. นักร้อง & วงดนตรี

19. BUBBLE & DRY ICE

20. ไฟตกแต่ง

21. เหล้า & ไวน์

——————————————————-

เตรียมค่าใช้จ่าย – งานหมั้นที่บ้าน

1. ขันหมาก ขบวนขันหมาก

2. ของรับไหว้

3. อาหารเช้า

4. อาหารเที่ยง

5. ของหวาน

6. เต้นท์ – โต๊ะ – เก้าอี้

7. เครื่องเสียง

8. รถห้องน้ำเคลื่อนที่

9. วงดนตรีไทย

10. โต๊ะ – น้ำสังข์ & ฉากหลังที่รดน้ำสังข์

11. ดอกไม้ตกแต่งบ้าน งานเช้า

——————————————————-

เตรียมค่าใช้จ่าย – ถ่ายรูป PRE-WEDDING

1. ค่ามัดจำ & เงินโอนรอบหลัง

2. ชุด PRE-WEDDING ฉบับไปรเวท ที่จะเอาไปเอง

3. เครื่องประดับที่จะเอาไปเอง (จริงๆทางร้านก็มีให้)

4. ถุงน่อง / ถุงเท้า

5. ชุดชั้นในซิลิโคน / บราปีกนก

6. รองเท้า

7. ค่าเดินทาง เช่ารถ

8. เลี้ยงช่างถ่ายรูป

9. ค่าเช่าสถานที่ถ่ายรูป – ค่า STUDIO

10. ค่าเช่าม้า ถ่ายรูป

11. แว่นตา & PROPS ถ่ายรูป (ที่อยากเตรียมไปเอง)

#23 ช่างภาพและช่างวิดีโอ PRE-WEDDING & ในงานวันจริง

เราซื้อ PACKAGE ของพี่นพ & พี่จอย ร้าน “Picgy Studio” ค่ะ (ช่างถ่ายรูปและวิดีโอ ใช้ช่างเดียวกัน ทีมเดียวกันทุกงานเลยค่ะ)

– ตอนถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง ไปกันทั้งทีมถ่ายรูป & VDO และช่างแต่งหน้าค่ะ ชอบร้านนี้ตรงที่ PROPS พร้อมมากๆ ที่ร้านช่วยคิดคอนเสปต์ให้ดีมากๆ และในขณะเดียวกัน ก็ช่วยทำตามคอนเสปต์รูปที่เราอยากได้ด้วย ทุกคนอารมณ์ดี พูดดี ดูแลเก่ง และตั้งใจทำงานมากๆ ถ่ายที่ต่างจังหวัดค่ะ มีทั้งที่พระราชวังบ้านปืน, ทะเล, และมีไปนอกรอบที่ร้าน Little Tree Garden สวนสามพราน (ค่าสถานที่ บ่าว-สาว ออกเองค่ะ & ค่ารถทีมงานด้วยจ้า เรานั่งรถตู้ไปคันเดียวกับทีมงานเลย)

– ตอนถ่ายรูปงานวันจริง 2 ทั้งงานเช้างานเย็น (แยกวัน) – ทีมงานไปเยอะกว่าตอนพรีเวดดิ้งอีกจ้า สรุปได้รูปเยอะ คุ้มมาก 555+ ชอบ

– ในวันจริง ถึงมีคนขอถ่ายรูปเยอะ ทีมช่างภาพไม่บ่นเลย ดูแลดี บริการดี ไม่เหวี่ยงไม่วีน จนเราเอง ยังแอบสงสารช่างภาพ

– ประทับใจตรงที่ นอกจากเรื่องถ่ายรูปแล้ว เรื่องอื่นที่สตูดิโอก็ช่วยค่ะ คือ ช่วยติดต่อ BUBBLE & DRY ICE ให้ แล้วก็ดีมากๆ คือ ช่างภาพกับคนทำดรายไอซ์รู้คิวกันเอง มีประสบการณ์มาแล้ว เราบ่าวสาวก็ไม่ต้องห่วง ลดงานลง

– ช่างแต่งหน้าสตูนี้ ทำเครื่องประทับให้ได้ด้วยค่ะ 555+ พี่บอมเบ ช่วยชีวิตไว้ในวันสุดท้าย คือ ลืม…. ลืมดอกไม้ผูกข้อมือเพื่อนเจ้าสาว & ดอกไม้ติดอกเพื่อนเจ้าบ่าวค่ะ … ปรากฏว่าพี่บอมช่วยทำให้ และฝากช่างกล้องมาให้ในวันงานค่ะ ^_^ (อันละ ประมาณ 100 บาท แล้วแต่วัสดุและ SIZE)

#24 THEME งานแต่ง & THEME พรีเวดดิ้ง

ของงานเรา เราเอาตามใจฉันมากค่ะ เปลี่ยน THEME กระทั่งนาทีสุดท้ายที่ต้องลงมือทำแล้วจริงๆ แต่พวก THEME สีชุดสำหรับแขกที่มางาน อันนั้นเปลี่ยนไม่ได้ บอกไปแล้ว แขกเตรียมไปแล้ว แต่พวก Pre-Wedding เนี่ยจ้ะ บางทีเราก็คุยกับช่างไม่ถูก คุยไปคุยมา อ่าว STYLE ที่เรียก กับที่ช่างหมายถึงมันอันเดียวกัน แต่เรียกกันคนละอย่าง … อันนี้ บ่าวสาวต้องคุยกับช่างถ่ายรูป, ช่างจัดดอกไม้ Backdrop, Organizer ให้ละเอียด คุยให้เยอะๆ อธิบายเยอะๆค่ะ จะได้เข้าใจกัน

วิธีคิด THEME ในแบบของเรา

คิดออกมาเป็น KEYWORD ค่ะ .. ใช้ KEYWORD บรรยายภาพให้คนอื่นเข้าใจ แล้วก็หารูปภาพประกอบ & สีที่ต้องการแบบเป๊ะๆให้ดู อย่าให้ช่างคิดเอง ถ้าได้ไม่ตามใจตัวเองก็อย่าไปโทษช่าง ตัวอย่างเช่น…

– ใส่ชุดแบบ GREEK เครื่องประดับแบบ GREEK ตุ้มหูเป็นรูปหอย คาดผมสีทองเป็นใบไม้เล็กๆ คาดผม ATHENA อะไรประมาณนี้ค่ะ

– รูปสไตล์วินเทจ

– ชุดสไตล์ยุค 70, 80

– 1920s GASBY

– โบฮีเมี่ยน

– ใส่ยีนส์

เป็นต้นจ้า

#25 คำพูดขอบคุณประธาน & ผู้ใหญ่ และแขกที่มาร่วมงาน

ข้อคิด & ประสบการณ์พูดขอบคุณประธาน & แขกที่มาร่วมงาน

พอรู้ว่าต้องพูดขอบคุณแขกที่มาในงานด้วย ก็ตื่นเต้นค่ะ หาข้อมูลใหญ่เลย หาจาก Google ดูจาก Youtube อ่านตัวอย่างที่หลายๆคน Post ไว้ตามเว็บบอร์ดต่างๆ

บางคนบอกว่า งานนี้ งานนั้น พูดจนซึ้ง แขกร้องทั้งงานเลยนะ เราก็กดดัน งานเราจะออกมาเป็นไงเนี่ย ต้องพูดให้ซึ้งมั้ยเนี่ย… ทำจุดประสงค์เสีย จนลืมไปว่า …

(อันนี้คุณพ่อเราแนะนำค่ะ ตอนเราจะพูดในงาน)

จุดประสงค์จริงๆของการพูดขอบคุณแขก คือ การขอบคุณแขก.. ง่ายๆค่ะ … พูดให้ถูกลำดับขั้น  ขอบคุณผู้ที่อาวุโสที่สุดก่อน คือ ประธานที่เป็นเกียรติมาเป็นประธานในงาน ให้คำแนะนำ ให้โอวาท ให้ข้อคิดต่างๆ ตามด้วยแขกผู้มีเกียรติ หรือ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และต่อตามด้วยเพื่อนๆ ตลอดจนคนที่อยากขอบคุณ … เวลากล่าวขอบคุณแต่ละคน ก็กล่าวขอบคุณนำหน้า แล้วบอกว่าขอบคุณใคร ขอบคุณเพราะอะไร และบรรยายความรู้สึกเล็กๆน้อยๆไป กล่าวสั้นๆ กระชับ ก่อนจบอาจทิ้งท้ายเล็กน้อย เป็นอันจบ

ข้อควรระวัง

– ไม่จำเป็นต้องพูดยืดเยื้อ หรือเน้นซึ้งจนคนงง (เผลอๆคนอาจจะไม่ซึ้งด้วยจะทำยังไง T_T)

– อย่าพูดยาวไปเพราะมันอาจจะทำให้ยืดเยื้อ อาจทำให้คนฟังเบื่อ

– อย่าพูดไล่แขกให้กลับบ้านเด็ดขาด – -”

– จุดประสงค์จริงๆ คือ พูดขอบคุณ ไม่ได้พูดเอาซึ้งค่ะ อย่าตีความหมายผิด

– ถ้าคนฟังซึ้ง หรือร้องไห้ ก็คือผลพลอยได้ค่ะ

– ถึงตรงนี้แล้ว การพูดขอบคุณมันคล้ายเป็นสัญญาณว่าพิธีจบค่ะ

– เสร็จแล้วอาจมีถ่ายรูปต่อเล็กน้อย ตัดเค้ก โยนดอกไม้ แล้วแต่ลำดับงานของแต่ละคนค่ะ

– (หลังจากนั้นบางคนอาจมี AFTER PARTY ต่อ)

– ถึงจุดนี้ ส่วนใหญ่แขกผู้ใหญ่ก็จะกลับ

#26 ORGANIZER

Organizer ที่มาดูแลงานเรา เป็นญาติกับเจ้าบ่าวค่ะ ไม่ได้ทำ Wedding Organizer โดยตรง แต่ดูแลให้ได้ค่ะ

ถาม: ต้องใช้ Organizer มั้ย หรือ ควรทำเอง?

ตอบ: ต้องดูว่าตัวเราเองมีเวลาหรือเปล่า แล้วทำเองได้หรือเปล่า & พร้อมที่จะจ่ายเงินเพิ่มสำหรับตรงนี้หรือเปล่า… เราคิดว่าหลักๆ ถ้ามีเวลาและศึกษาข้อมูลเอง ทุกคนก็ทำได้ค่ะ แต่ถ้าไม่มีเวลานี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง นี่เลยเป็นเหตุผลให้เรากับแฟนมี Organizer ค่ะ

ถาม: งานของ Organizer เป็นอย่างไรบ้าง?

ตอบ: คือของเราไม่ใช่ Organizer ที่ทำด้านนี้เป็นอาชีพอย่าง Wedding Studio ค่ะ แต่ก็สามารถทำให้ได้ เราไม่รู้นะว่าของ Wedding Studio จะมีเป็น Package อะไรให้เลยหรือเปล่า หรือมีระบุว่าทำอะไรให้บ้าง … ของเราเป็นไปใน STYLE ญาติๆกันเอง ช่วยกันเองมากกว่า

หลักๆ ตัวบ่าว-สาว เอง ต้องคุยกับเซลล์โรงแรมเองอยู่แล้ว ต้องรู้เรื่องว่ามีอะไรยังไง ต้องทำอะไรให้บ้าง พี่ Organizer ของเราจะช่วยประสานงานเป็นเรื่องๆไปในเรื่องที่เรากับแฟนไม่ได้ทำเอง หรือ เอานู่นเอานี่จากทุกๆฝ่ายมารวมกันให้ครบทุก CHECKLIST ดูแลภาพรวมให้ทุกอย่างครบ และดูแลบางเรื่องโดยตรง เช่น SCRIPT พิธีกร, ลำดับงาน, หาคนออกแบบ LOGO, ของชำร่วย, ช่วยหารายชื่อเพลงให้เลือก ติดต่อจัดเตรียมหาสิ่งต่างๆที่เรายังไม่มีในงาน (แต่ต้องมี) เป็นต้นค่ะ

#27 ของชำร่วย

ของชำร่วยในงานเราเป็นช้อนกาแฟค่ะ เอาแบบคิ้วท์ๆ & ใช้งานได้ … คุณแม่แฟน & ญาติแฟน ช่วยดูแลให้ค่ะ จากโซนสำเพ็ง-พาหุรัด แล้วลองไป WALK-IN ดูที่ร้านในโซนพาหุรัด-สำเพ็ง-จตุจักร กันดูค่ะ หาไม่ยากเลยค่ะพวกของชำร่วย สำหรับที่พาหุรัด ไปตรงข้ามห้าง China World ก็จะเจอแล้วค่ะ

ปัจจุบันนี้ เห็นมีไอเดียของชำร่วยแปลกๆ และน่ารัก สวยๆ รวมทั้งใช้งานได้หลายอย่างมากเลยค่ะ ลองดูที่ https://weddingreview.net/feeds/

ข้อคิดเรื่องของชำร่วย

– ของชำร่วยเป็นอีกอย่างนอกเหนือจาก การ์ด & ซอง และ อาหาร ที่ต้องทำเผื่อค่ะ

– เพราะว่า แขกบางท่านอาจจะขอมากกว่า 1 ชิ้น

– เราไม่สามารถบอกแขกได้ค่ะว่าให้ได้แค่คนละ 1 ชิ้น – __ -” เรื่องนี้ต้องทำเผื่อไว้ค่ะ

#28 ปัญหายิบย่อยในงานแต่ง & การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

1. ช่างแต่งหน้าเพื่อนเจ้าสาวมาสาย 3-4 ชั่วโมง / มาผิดวัน

วิธีแก้: คือปัญหานี้เรื่องใหญ่มากๆ เวลานัดกัน ควรจะบอกให้ละเอียด เช่น นัดวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2558 เวลา 14.00 น. (หรือบ่าย 2) …. (ไม่ควรพูดว่า อาทิตย์ที่ 16 เดือนหน้า ไรงี้ … ควรพูดอะไรให้ชัดเจน) และก่อนวันงาน 1 วัน ช่วงบ่ายๆ-เย็นๆ ต้องคอนเฟิร์มกับช่างอีกรอบ กันลืม!! แล้วถ้าช่างมาสาย หรือ มาผิดวันจริงๆ ต้องรีบโทรตาม มาสายดีกว่าไม่มา ส่วนคนที่ดูแลในเรื่องนี้ ต้องพยายามใจเย็นๆ เพราะถ้าเราใจร้อนไปอีก คนอื่นจะใจร้อนตามไปเหมือนกัน ต้องมีคนนำ คอยพูดปลอบใจหรือพูดให้กำลังใจ และติดต่อคุยกับช่าง 1 คนค่ะ (คนที่ใจเย็น & นิสัยมีเหตุผล เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้นำได้) … และถ้าเพื่อนเจ้าสาวมีเยอะ แต่งไม่ทันจริงๆ แล้วมีช่างคนอื่นอีก แต่คนละราคา … อาจจะลองถาม … ว่าจะมีใครสมัครใจไปแต่งกับช่างอีกคนมั้ย แต่บอกก่อนว่าคนละราคานะ (แต่ทั้งนี้ ต้องคุยกับช่างดั้งเดิมที่เพื่อนจะแต่งก่อน ว่ามีคนรอไม่ได้ มันไม่ทันเวลาแล้วที่จะแต่งครบทุกคน ขอแบ่งคนไปแต่งกับช่างอื่นนะ ถ้าเขาตกลงก็โอเค ว่ากันไป บอกให้ช่างท่านนั้นรู้ก่อนค่ะ เพราะจำนวนคนแต่ง/เงินที่เขาจะได้รับ จะลดลง .. แต่ในเมื่อมาสายแบบเกินเยียวยาจริงๆ ช่างก็ต้องเข้าใจคนแต่งด้วยอะค่ะ เพราะถึงเวลางานก็ต้องเข้างาน)

2. อะไรที่ผ่านไปแล้วปล่อยผ่านไปค่ะ อย่าไปกังวล … ทำอย่างอื่นตามลำดับต่อไปค่ะ

3. เวลาพูดผิดบนเวที ให้นิ่ง ยิ้ม ตั้งสติ แล้วเริ่มพูดอีกครั้งค่ะ

4. เวลายิ้มตอนถ่ายรูป ที่ BACKDROP จนยิ้มเริ่มเหี่ยว หากไม่ไหวแล้ว ดื่มน้ำหวานๆค่ะ หรือ คิดถึงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต แล้วจะยิ้มใหม่ได้เองค่ะ

รอ UPDATE เพิ่มเติมจ้า ^__^…

#29 ทรงผมเจ้าสาว & สไตล์การแต่งหน้าในวันงาน

เรื่องทรงผม บอกก่อนเลย ก่อนแต่งหน้า เราคิดไว้เยอะมากกกกก ดูไว้เยอะมากกกกกกก

แต่วันแต่งหน้าจริงๆ บางทีเจอช่างที่ทำงานด้านนี้ประจำ ซึ่งเชี่ยวชาญกว่าเราค่ะ จะรู้ว่าทำทรงอะไรสวย ทำทรงไหนเหมาะกับเรา ทรงไหนดูดี

สรุปว่าได้ตามช่าง วันงานเย็น (วิวาห์) & Pre-Wedding ช่างออกแบบให้ค่ะ … แต่งหมั้น & แต่งพิธีไทยที่บ้าน เรา REQUEST ทรงผมกับช่างไปค่ะ

ไอเดียทรงผมแต่งงาน หาได้จากไหน?

– นิตยสารเกี่ยวกับงานแต่งงานค่ะ อาทิ WE Magazine ค่ะ

– Pinterest & Google ค่ะ ใช้ KEYWORD ว่า Wedding Hairstyles … Search แล้วขึ้นมาพรึ่บ ข้อมูลเพียบค่ะ

#30 การเตรียมตัวอื่นๆ ก่อนแต่งงาน – มีลูก

เรื่องนี้สำคัญมากเลยค่ะ ขอเน้นๆ เนื่องจากเราเจอมากับตัวเอง

เราพิมพ์ไว้ใน คห. 1 เรื่องไปงาน Wedding Fair แล้วก่อนกลับบ้านในบูทแถวนั้นมี “หมอแมะ” เราลองให้หมอจับมือ บอกว่าร่างกายมีอะไรผิดปกติบ้าง? ปรากฏว่า เราโดนทักว่ามีก้อนอะไรบางอย่างในท้องด้านซ้าย … เราไม่เชื่อค่ะ เพราะข้างๆเราก็มีหมอตัวจริงยืนอยู่

ที่เราไม่เคยตรวจเลยคือ อัลตร้าซาวน์ดูเรื่อง “ซีสต์” ค่ะ

เรื่องตรวจสุขภาพ ตรวจ HIV ไวรัสตับอักเสบ B ตรวจร่างกาย X-RAY ปอด อะไรต่างๆนาๆ เราเคยตรวจมาแล้วก่อนหน้านี้ไม่นาน เพราะอาชีพเก่าเป็นแอร์โฮสเตสค่ะ ตรวจบ่อยมากๆ ยิ่งตอนสมัครงาน .. ร่างกายเราปกติดี เราประจำเดือนมาปกติ ไม่ทานยาคุม ไม่มีปัญหาเรื่องประจำเดือนค่ะ

สาวๆ ถ้าอยากให้ชัวร์ ใครมีอาการปวดท้องน้อยบ่อยๆ ลองตรวจดู เผื่อเป็น “ซีสต์” ค่ะ

หรืออัลตร้าซาวน์ดูถุงน้ำรังไข่ว่ามีเยอะหรือเปล่า

ถ้าตั้งครรภ์ แล้วเกิด “ถุงน้ำรังไข่แตก” มีโอกาสเสี่ยงอันตรายต่อเด็กในครรภ์มากๆ อาจจะต้องผ่าตัดค่ะ

อีกอย่างที่บ่าวสาว ควรตรวจเลือดดู นอกจากพวก HIV คือ เรื่องพาหะทาลัสซีเมียค่ะ ดูว่าเป็นประเภทไหน และถ้าเป็นพาหะทั้งคู่เลย ต้องระวังลูกจะเป็นทาลัสซีเมียค่ะ

Scroll to top